Armies Weapons and Warfare

กองพันยานเกราะหนักของกองทัพเยอรมันในสมรภูมินอร์มังดี

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือกองทัพที่นำศาสตร์และศิลป์แห่งการรบด้วยรถถังมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานกับวิศวกรรมเยอรมันที่สร้างรถถังและยานเกราะออกมา เพื่อเป็นเครื่องจักรสงครามที่สามารถทำลายล้างข้าศึกในสนามรบให้หมดสิ้นไป มันจึงเป็นฝันร้ายของข้าศึกที่เผชิญหน้ากับรถถัง รวมถึงยุทธวิธีการรบของกองทัพเยอรมัน แต่เมื่อกระแสของสงครามที่เปลี่ยนไปและทรัพยากรเพื่อการทำสงครามมีจำกัด รวมทั้งการพัฒนายุทโธปกรณ์และยุทธวิธีในการเอาชนะฝ่ายเยอรมันของพันธมิตร นั่นจึงทำให้ทุกอย่างที่เยอรมันเคยได้เปรียบในช่วงตอนต้นสงคราม เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
แต่ทหารเยอรมันก็ยังคงแสดงฝีมือและความเป็นมืออาชีพออกมาให้ข้าศึกได้ครั่นคร้ามเสมอ


รถถังไทเกอร์ 2 รวมพลก่อนออกรบ ที่มาของภาพ

กองพันยานเกราะหนัก หรือ ในภาษาเยอรมันเรียกว่า ชเวียร์ พันเซอร์ อับไทลัง (Schwere Panzer-Abteilung) คือกำลังรบที่รวบรวมยานเกราะ และรถถังขนาดหนักเอาไว้ภายในกองพันเดียวกัน กองทัพเยอรมันจัดกำลังกองพันยานเกราะโดยบรรจุรถถังหนักที่สำคัญเอาไว้ในหน่วย เช่น รถถังหนักแบบทิก้า 1 หรือ ไทเกอร์ 1 และรถถังหนักแบบทิก้า 2 หรือ ไทเกอร์ 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพและอำนาจการทำลาย รวมทั้งเกราะที่หนาของรถถังเหล่านี้ เป็นที่ครั่นคร้ามและน่าสะพรึงกลัวแก่กองกำลังภาคพื้นดินของฝ่ายพันธมิตรเสมอ เดิมทีนั้นแนวคิดเรื่องกองพันยานเกราะหนัก ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังรบอิสระในการเจาะ
แนวรบข้าศึก

กองพันยานเกราะหนักในช่วงแรกๆ ของสงคราม เยอรมันใช้รถถังแบบ พันเซอร์ 3 (Panzer III) และ
พันเซอร์ 4 (Panzer IV) เพราะช่วงนั้นรถถัง 2 รุ่นนี้เป็นรถถังที่มีเกราะหนาและมีขนาดใหญ่ที่สุด จนกระทั่งการมาถึงของรถถังไทเกอร์ รถถังทั้ง 2 รุ่นจึงลดบทบาทลงเหลือการสนับสนุนรถถังไทเกอร์ในการเข้าตี และการลาดตระเวนแนวรบ ลักษณะการจัดกำลังมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์
และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่กองพันยานเกราะหนักเข้าไปปฏิบัติการ


รถถังไทเกอร์ 2 ซ่อนพรางตนเองจากเครื่องบินรบพันธมิตรในนอร์มังดี ที่มาของภาพ

การใช้กำลังกองพันยานเกราะหนัก ซึ่งมีทั้งของกองทัพบกเยอรมัน และ กองกำลังเอสเอสได้ผลอย่างมากในแนวรบด้านตะวันออก รถถังไทเกอร์รวมพลและออกไปโจมตีฝ่ายโซเวียตก่อน หรือคอยดักซุ่มยิงขบวนรถถังที่กำลังแล่นมา โดยที่พวกเขาไม่ต้องรอคำสั่งหรือร่วมปฏิบัติการรบสนับสนุนหน่วยทหารข้างเคียง พวกเขาจึงเหมือนกับหมาป่าดุร้ายที่แตกฝูงออกมาอาละวาด ขย้ำเหยื่อได้โดยอิสระ ผู้บังคับกองพันยานเกราะหนักมีเอกสิทธิ์ในการวางแผนการรบ และยังได้รับยุทธปัจจัยที่ต้องการรบแบบทันท่วงทีเสมอ

สมาชิกของเหล่าบรรดากำลังพลในกองพันยานเกราะหนักล้วนแล้วแต่คือยอด ผบ.รถถัง และยอดพลประจำรถถังของกองทัพบกเยอรมัน และกองกำลังเอสเอส มันกลายเป็นสถานที่รวมพลของเหล่าบรรดา
“เทวดารถถัง” จากแนวรบด้านต่างๆ พวกเขาคือนักล่าโดยสัญชาตญาณ ผู้ซึ่งพร้อมจะขับรถถังของตนเองออกไปล่าและสังหารข้าศึก ด้วยประสิทธิภาพในเครื่องจักรสงครามที่พวกเขาควบคุม ช่วยให้พวกเขาเกิดความมั่นใจอย่างมากในการรบ เสียงของกระสุนปืนข้าศึกที่กระดอนออกไปจากรถถังของพวกเขา ในยามที่รถถังหรือปืนต่อสู้รถถังข้าศึกยิงมาโดนตัวรถ ราวกับเสียงกลองปลุกใจในสนามรบที่ดังกึกก้องขึ้นมา และปลุกพลังนักรบในจิตใจให้ฮึกเหิม พร้อมเข้าประจันหน้ากับข้าศึกอย่างมิหวาดหวั่น


รถถังไทเกอร์ ถูกอำนาจจากแรงระเบิดของการทิ้งระเบิดปูพรมส่งผลให้ทั้งตัวรถถังพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้า ที่มาของภาพ

สมรภูมินอร์มังดี ปี ค.ศ. 1944 เริ่มขึ้นทันทีหลังวันดีเดย์ เมื่อกำแพงแอตแลนติกบริเวณตอนเหนือของฝรั่งเศสในแคว้นนอร์มังดีถูกฝ่ายพันธมิตรทะลวงเข้ามาได้ กองทัพเยอรมันรวบรวมกำลังที่มี รบต้านทานข้าศึกที่โถมบุกเข้ามา มีการระดมกองพลยานเกราะกองพลต่างๆ รวมถึงกองพันยานเกราะหนัก เข้าร่วมรบในสมรภูมินี้เช่นกัน ซึ่งมีทั้งของกองทัพบกเยอรมันและกองกำลังเอสเอส กองพันยานเกราะหนักที่เข้าร่วมรบในสมรภูมินอร์มังดีนี้ได้แก่

กองพันยานเกราะหนักที่ 503 (Schwere Panzerabteilung 503)
เป็นกองพันที่ถูกสถาปนาในเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1942 ทั้งกองพันมีรถถังแบบไทเกอร์ 1 เข้าประจำการถึง 45 คัน โดยในตอนแรกกองพันนี้กำลังจะถูกส่งเข้าไปช่วยปฏิบัติการรบในแนวรบด้านตะวันออกซึ่งในเวลานั้น กลุ่มกองทัพดอน กำลังถูกฝ่ายโซเวียตตีโต้อย่างหนัก ภายหลังความปราชัยของเยอรมันที่
สตาลินกราด นอกจากนี้กองพันนี้ยังร่วมรบในสมรภูมิเมืองคาร์คอฟครั้งที่ 3 และร่วมรบในปฏิบัติการ
ซิทาเดล อันเป็นแผนการรุกเข้าตีเมืองเคิร์สของฝ่ายเยอรมัน หลังจากนั้น ทั้งกองพันยังต้องเข้าร่วมรบในสมรภูมิโหดต่างๆ ของแนวรบด้านตะวันออก รวมถึงการตีฝ่าวงล้อมอีกด้วย และในช่วงปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1944 กองพันยานเกราะหนักที่ 503 ถูกส่งกลับไปพักฟื้น ปรับกำลังในฝรั่งเศส และได้รับการบรรจุรถถังแบบไทเกอร์ 2 เอาไว้เป็นกำลังรบของกองพันอีกด้วย


คูร์ท คนิสเปล ยอดเสือรถถังอันดับ 1 ของเยอรมัน ที่มาของภาพ

กองพันยานเกราะหนักที่ 503 ยังมีตำนานของ ผบ.รถถัง อันดับหนึ่งของกองทัพเยอรมันปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองพันนี้ด้วย นั่นก็คือ คูร์ท คนิสเปล คนิสเปลถูกย้ายไปอยู่กองพันยานเกราะหนักที่ 503 (503rd Heavy Panzer Battalion) ร่วมรบในศึกเมืองเคิร์ส เขาแสดงผลงานอันน่าทึ่งจากการยิงทำลายรถถังข้าศึกแบบ T-34 จากระยะ 3,000 เมตร เขาได้รับเหรียญกล้าหาญแรกจากการทำลายรถถังข้าศึกจำนวน 50 คัน และมีโอกาสในการเก็บแต้มการทำลายรถถังข้าศึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รถถังข้าศึกจำนวนกว่า 168 คันคือผลงานที่แสดงถึงความสามารถอันน่าทึ่งของเขา ชื่อของคนิสเปลมักจะอยู่ในรายชื่อของทหารเยอรมันที่เข้าร่วมรบในสมรภูมิสำคัญต่างๆ ในแนวรบด้านตะวันออกเสมอ

เมื่อการรบในนอร์มังดีเริ่มขึ้น กองพันยานเกราะหนักที่ 503 ถูกจัดกำลังเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพยานเกราะที่ 5 (5.Panzerarmee) หรือเรียกอีกชื่อว่า “กลุ่มยานเกราะตะวันตก” พวกเขาถูกส่งไปเผชิญหน้ากับทหารอังกฤษและเครือจักรภพบริเวณรอบๆ เมืองก็อง (Caen) ด้วยภูมิประเทศที่เหมาะอย่างมากต่อการซุ่มซ่อนของรถถังในดงพุ่มไม้ที่ยาวต่อเนื่องราวกับเขาวงกตของนอร์มังดี รถถังในกองพันสามารถดักยิงทำลายรถถังและยานเกราะของอังกฤษ และแคนนาดาได้เป็นจำนวนมาก


เครื่องบินแบบพี 47 ดำดิ่งลงมาใช้จรวดอากาศสู่พื้นยิงทำลายรถถัง ที่มาของภาพ

กองทัพอังกฤษเปิดฉากยุทธการกู๊ดวู้ด (Operation Goodwood) ซึ่งเป็นการทุ่มกำลังตีฝ่าลงมาจากทาง
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองก็องลงมาทางใต้ ทัพอากาศอังกฤษปูพรมทิ้งระเบิดพื้นที่โดยรอบ เพื่อเปิดทางให้ขบวนยานเกราะและทหารราบเคลื่อนพลบุกเข้าไป แม้กองพัน 503 จะมียานรบและยอดทหารเป็นกำลังรบสำคัญของพวกเขาก็ตาม แต่การครองอากาศแบบเบ็ดเสร็จของฝ่ายพันธมิตร ก็สร้างความสูญเสียให้แก่กองพันนี้อย่างหนัก เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักของกองทัพอากาศอังกฤษ ทิ้งระเบิดลงมาถูกที่ตั้งของกองร้อยรถถังที่ 3 ของกองพันยานเกราะหนักที่ 503 ซึ่งรวมพลอยู่ที่เมืองเมืองกาญี (Cagny) รถถังของกองร้อยที่ 3 ทั้ง 13 คัน ถูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด ทำลายเสียหายจนไม่สามารถปฏิบัติการรบได้ กองร้อยรถถังที่ 3 เหลือรถถังที่ยังสามารถปฏิบัติการรบได้เพียงแค่คันเดียวเท่านั้น มันเป็นความปราชัยอย่างใหญ่หลวงต่อกำลังรบของกองพัน หลังจากนั้นทั้งกองพันก็ถูกย้ายออกจากแนวรบ
นอร์มังดีกลับไปปรับกำลังและพักฟื้นที่เยอรมัน


ร้อยตรีพอล เอ็กเกอร์ เสือรถถังประจำกองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 102 ที่มาของภาพ

กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 102 (Schwere SS-Panzerabteilung 102)

ถูกสถาปนาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1943 ตามความต้องการของกองกำลังเอสเอส ที่ต้องการสร้างกองพันยานเกราะหนัก ในส่วนของกองกำลังเอสเอส เฉกเช่นที่กองทัพบกเยอรมันมี ด้วยความที่เป็น
กองกำลังเอสเอส อันเป็นกองทัพส่วนตัวของฮิตเลอร์ พวกเขาจึงมักได้อาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างใหม่และรวดเร็วกว่ากองทัพบก โดยเฉพาะรถถังแบบไทเกอร์ ซึ่งพวกเขาเป็นหน่วยแรกๆ ที่ได้นำรถถังรุ่นนี้เข้าประจำการ กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 102 ถูกจัดสายการบังคับบัญชาเอาไว้ใน กองทัพน้อย
ยานเกราะเอสเอสที่ 2 (II SS Panzerkorps) โดยกองพันนี้กรำศึกกับกองทัพโซเวียตอย่างดุเดือดในการรบที่เมืองคาร์คอฟและเคิร์ส ก่อนจะถูกส่งกลับมาปรับกำลังในฝรั่งเศสและต้องมาเผชิญหน้ากับการบุกของฝ่ายพันธมิตร

ในกองพันนี้ยังมีหนึ่งในยอด ผบ.รถถังเยอรมันคนหนึ่งทำหน้าที่อยู่ในกองพันนี้ด้วย นั่นก็คือ พอล เอ็กเกอร์ เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรบุกนอร์มังดี เขาถูกส่งไปรบในยุทธภูมินี้ทันที รถถังพันธมิตรจำนวน 14 คัน
คือผลงานการรบของเขาในนอร์มังดี

กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 102 เป็นกำลังหลักในการสกัดการรุกของฝ่ายอังกฤษบริเวณทาง
ทิศตะวันตกของเมืองก็อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เมื่อกองทัพน้อย
ยานเกราะเอสเอสที่ 2 รวบรวมกำลังยานเกราะที่มีอยู่ทั้งหมด จัดวางกำลังเป็นแนวยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ บริเวณทางปีกขวาของแนวรบของฝ่ายอังกฤษ และบุกทะลวงแนวรบของฝ่ายอังกฤษเข้าไป รถถังแทบทุกแบบทั้งพันเซอร์ 4 พันเธอร์ ไทเกอร์ 1 และ 2 ขยี้แนวรับของทหารอังกฤษจนแตกกระเจิงในช่วงแรก ทำให้ทหารอังกฤษหนีตายกันจ้าละหวั่นกับการมาถึงของอสุรกายยักษ์ของพวกเยอรมัน แต่ความปราชัยครั้งนี้ของเยอรมัน มาจากข่าวสารที่ถูกดักฟังได้ก่อนหน้านี้ กองทัพอังกฤษ ดักฟังข่าวการเตรียมรุกโต้ตอบครั้งนี้ได้ และเตรียมอาวุธต่อสู้รถถัง ปืนใหญ่ทุกประเภท และเครื่องบินทำลายรถถัง เพื่อสกัดการรุกครั้งนี้เอาไว้
ฝ่ายเยอรมันถูกชะลอการรุก เริ่มเป็นฝ่ายถูกโจมตีจากกำลังทางบกและทางอากาศของอังกฤษจนต้องถอยกลับไป


รถถังพันเธอร์ของกองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 102 เล็งยิงเป้าหมายในทุ่งแห่งหนึ่งของนอร์มังดี ที่มาของภาพ

เมื่อการรบทวีความรุนแรง และการครองอากาศได้โดยสิ้นเชิงของสัมพันธมิตร ทำให้รถถังและยานเกราะของเยอรมันถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก กองพันของเอ็กเกอร์เองก็เช่นกัน ทั้งกองพันสูญเสียและสิ้นสภาพความเป็นกองพันยานเกราะหนัก ถูกส่งกลับไปที่เยอรมัน ก่อนจะได้รับการสถาปนาหน่วยใหม่อีกครั้งพร้อมกับชื่อใหม่ นั่นก็คือ กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 502 (Schwere SS-Panzerabteilung 502)

กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 (Schwere SS-Panzerabteilung 101)

หนึ่งในกองพันยานเกราะหนักอันเป็นตำนาน ซึ่งมาจาก ผบ.รถถัง อันเป็นตำนานของหน่วย กองพันนี้ได้รับการสถาปนาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1943 จัดกำลังเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพน้อยยานเกราะเอสเอสที่ 1
(I SS Panzerkorps) ร่วมรบในยุทธภูมิเดือดต่างๆ มากมายในแนวรบด้านตะวันออก กำลังบางส่วนของกองพันถูกส่งไปร่วมปฏิบัติการในอิตาลี ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 กองพันนี้ยังเป็นกองพันที่
มิคาเอล วิทท์มันน์ เสือรถถังเยอรมันประจำการอยู่ด้วย


ร้อยเอกมิคาเอล วิทท์มันน์ ผู้บังคับกองร้อยรถถังที่ 2 กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 ที่มาของภาพ

ในสมรภูมินอร์มังดี กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 (101st Heavy Panzer Battalion) ถูกย้ายมาที่นี่ การรุกของทหารอังกฤษและเครือจักรภพ พยามตีโอบปีกซ้ายของเยอรมันในแนวรับเมืองก็อง และ
หมู่บ้านวีลแลร์ โบกาจ (Villers-Bocage) คือเส้นทางสำคัญที่จะเป็นกุญแจไปสู่เมืองก็องทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่วิทท์มันน์และกองร้อยรถถังของเขา ดักรอการมาถึงของทหารอังกฤษที่เคลื่อนพลมาด้วย
ยานเกราะและรถถัง วิทท์มันน์อาศัยความชำนาญพื้นที่ และความประมาทของทหารอังกฤษ จึงทำให้รถถัง
ไทเกอร์ของวิทท์มันน์ยิงทำลายรถถังและยานเกราะของอังกฤษลงเป็นจำนวนมาก เขาและลูกน้องบุกตะลุยเข้าไปไล่ยิงรถถังและยานยนต์บรรทุกทหารของอังกฤษ ส่งมอบความปราชัยอย่างย่อยยับมิรู้ลืมให้แก่พวกอังกฤษ รถถัง 14 คัน ปืนต่อสู้รถถัง 2 กระบอกและยานยนต์บรรทุกหารจำนวน 15 คันถูกทำลาย

ช่างน่าเสียดายที่วิทท์มันน์ต้องมาเสียชีวิตในการรบไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายพันธมิตรเปิดฉากรุกขนานใหญ่ลงมาทางใต้ ทหารแคนาดาและโปแลนด์ เปิดยุทธการตีฝ่าแนวรับของเยอรมันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว การครองอากาศยังเป็นสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรใช้งานความได้เปรียบของสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดี รถถังและยานเกราะเยอรมันถูกทำลาย กองกำลังภาคพื้นดินฝ่ายพันธมิตรใช้วิธีการชี้เป้ากลุ่มรถถัง
ยานเกราะของเยอรมันด้วยการใช้ควันสี เพื่อเปิดทางให้เครื่องบินทำลายรถถังแบบต่างๆ ทั้งเครื่องบินแบบ พี-47 ธันเดอร์โบลท์ (P-47 Thunderbolt) และ ฮอว์คเกอร์ ไต้ฝุ่น (Hawker Typhoon) เครื่องบินทั้งสองแบบนี้มีประสิทธิภาพอย่างมากในการใช้จรวดยิงทำลายรถถังและขบวนยานเกราะ นอกจากนี้ ก็ยังมี
เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักทั้งเครื่องบินแบบ บี 17 ฟลายอิง ฟอร์เทรส (Flying Fortress) ของฝ่ายอเมริกัน และเครื่องบินแบบเอฟโร แลนเคสเตอร์ (Avro Lancaster) ของทัพอากาศอังกฤษ ซึ่งพวกเขาพร้อมส่งความตาย บินข้ามช่องแคบอังกฤษมาถึงนอร์มังดีในฝรั่งเศสได้ตลอดเวลา

เดือนกันยายน ค.ศ. 1944 กำลังที่เหลือของกองพันล่าถอยออกจากนอร์มังดีด้วยความสูญเสียอย่างหนัก พวกเขาถูกส่งกลับไปยังเยอรมันเพื่อพักฟื้นและปรับกำลังอีกครั้ง รวมทั้งเปลี่ยนชื่อของหน่วยมาเป็น
กองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 502 (Schwere SS-Panzerabteilung 501)


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/German_heavy_tank_battalion
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/102nd_SS_Heavy_Panzer_
Battalion

Website : https://forum.warthunder.com/index.php?/topic/213123-503rd-heavy-panzer-battalion-insignia/
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/101st_SS_Heavy_Panzer_
Battalion

Website : https://www.warhistoryonline.com/war-articles/top-7-panzer-aces.html