Oriental World

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงปราบเจ้าพ่อ

ผู้เขียนเป็นคนชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเชื่อจนหัวปักหัวปำ แต่เพราะรู้สึกเรื่องเหนือธรรมชาติชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจกว่าเรื่องธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน มีเรื่องเล่าประเภทเหนือธรรมชาติประเภทหนึ่ง
ที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ คือ เรื่องข้าราชการปราบผีสางนางไม้ เรื่องประเภทนี้มักมีเค้าโครงคล้ายๆ กันคือ ข้าราชการจำเป็นต้องพัฒนาบ้านเมือง เช่น ตัดถนน ตัดต้นไม้ใหญ่ที่รกเรื้อกีดขวางออก หรือรื้อศาลผีศาลเจ้าที่ขวางเส้นทางความเจริญ แต่ติดที่ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีผีสางนางไม้สิงสู่ในสถานที่นั้นๆ จึงไม่ให้ความร่วมมือกับทางการ

เจ้าเมืองหรือปลัดเมืองที่ฉลาด มักใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง คือ อัญเชิญตราครุฑบ้าง หรือหนังสือประกาศประทับตราครุฑบ้างไปติดที่ต้นไม้ใหญ่ หรือศาลผีศาลเจ้านั้นๆ แล้วอ่านโองการ "เชิญ"
(อันที่จริงคือไล่) ให้ผีสางออกไปให้พ้นทาง เพราะแผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้พระราชทานตราครุฑมาให้เจ้าเมือง/ปลัดเมืองได้อนุมัติงานอันเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ผีสางตนใดขัดขวางคำสั่งของข้าหลวงก็เท่ากับขัดคำสั่งพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นอวตารของพระเป็นเจ้าทั้งหลายด้วย

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกันว่าตราครุฑมีความศักดิ์สิทธิ์ นอกจากจะไล่ผีไล่สางแล้ว ยังมีคนเชื่อว่าหากใช้ตราครุฑประทับหมึกแดงแล้วนาบลงกับปานบนตัวเด็กแล้ว ปานจะหายไปได้

ความศักดิ์สิทธิที่ของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชลัญจกร สืบเนื่องมาจากพิธีไสยศาสตร์ (ไสยศาสตร์
ในสำนวนโบราณแปลว่า พิธีของศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่พิธีเข้าผีตามลัทธิท้องถิ่น) ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หากพระมหากษัตริย์ทรงผ่านพระราชพิธีนี้แล้ว จะทรงมีศักดาเยี่ยงพระเป็นเจ้า คือ มีพระเดชเยี่ยงพระอิศวร มีพระคุณเยี่ยงพระนารายณ์ แต่มีพระกรุณา เยี่ยงหน่อพระพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์




พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ (องค์เดิม) กับพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ (องค์ใหม่) ที่มาจากหนังสือพระราชลัญจกรและ
ตราประจำตัวประจำตำแหน่ง โดย พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ)


ร้อยทั้งร้อยมักปรากฏว่า ผียอมอพยพหนีไปโดยดี หรือไม่ก็ประชาชนรู้สึกอุ่นใจขึ้นว่า ผีมันกลัวพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือข้าหลวงมีอำนาจเหนือผีที่พวกเขาเชื่อถือ

เรื่องนี้เป็นกุศโลบายหรือเรื่องจริง ท่านผู้อ่านลองตรองดูเอาเถิด...

อย่าว่าแต่ข้าหลวงเลย แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็ยังทรงมี "อิทธิฤทธิ์" ทำให้ผีเจ้าเข้าทรงยำเกรงเช่นกัน เช่นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงแผ่รังสีสยบพวกเข้าทรงจนหมอบเป็นแถวๆ

เรื่องนี้มีที่มาคล้ายๆ เรื่องที่เล่าไป คือ ทางการต้องการขยับขยายพัฒนาเมือง แต่ติดตรงที่มีศาลเจ้าพ่อเสือ ที่คนเคารพบูชาอยู่ แต่เดิมนั้นศาลเจ้าพ่อเสือ กล่าวกันว่าตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ไม่ได้อยู่ริมถนนตะนาวเหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นตึกใหญ่อยู่แถวถนนบำรุงเมือง แต่ทางราชการจะขยายถนนบำรุงเมือง จำเป็นจะต้องย้ายศาลออกไปตั้งในสถานที่ใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานที่หลวงแห่งหนึ่งแถบเฟื่องนคร ทั้งยังทรงจะสร้างศาลใหม่พระราชทานแทนของเดิมด้วย


พระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายเมื่อทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๑ ที่มาของภาพ

แต่ปรากฏว่า คนจีนที่เชื่อถือศรัทธาเจ้าพ่อไม่พอใจจะย้าย จึงออกอุบายให้คนทรงเจ้าทำนายทายทักว่า
ที่ในหลวงมีพระบรมราชโองการจะให้ย้ายศาลนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดเภทภัยต่างๆ จากนั้นก็แพร่ข่าวออกไป จนคนจีนแถวสำเพ็งเชื่อว่าจริง เกิดความหวาดหวั่นกันไปทั่ว ถึงขนาดขอให้จัดการแห่เจ้าเพื่อวิงวอนไม่ให้เกิดภยันตรายขึ้น ในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็ทรงยินยอมให้ตามความประสงค์

วันแห่เจ้าพ่อนั้น เสด็จออกทอดพระเนตร ณ พระที่นั่งสุทไธศวรรย์ ริมถนนสนามไชย กระบวนแห่มีธงทิวและล่อโก๊ะ คือ กลอง ฆ้อง ฉาบ ส่วนคนทรงเจ้าแต่งตัวใส่เสื้อกั๊กนุ่งกางเกงและโพกหัวสีแดงนั่งบนเก้าอี้หาม มีผู้ติดตามในกระบวนสักสองสามคน ดูท่าว่าจะโอ่อ่าอยู่ไม่น้อย พวกผู้ติดตาม คือ ม้าทรงบางคนเอาเข็มแทงแก้มทะลุ ปักเข็มไว้คาหน้าอวดอิทธิฤทธิ์ ส่วนพวกที่คอยหามเก้าอี้เจ้าพ่อก็เดินเซไปเซมา เหมือนกับว่าเจ้าพ่อกำลังแสดงอภินิหาร

แต่เมื่อขบวนแห่มาถึงพระที่นั่ง พระพุทธเจ้าหลวงทรงตรัสสั่งให้พวกตำรวจหลวงเข้าไปหามเก้าอี้เจ้าพ่อดูบ้าง ปรากฏว่า เจ้าพ่อยำเกรงพระเจ้าแผ่นดินอย่างไรก็ไม่ทราบ เลิกแสดงอิทธิฤทธิ์กลับมาเดินตรงๆ ได้อีกครั้ง พอเดินตรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนที่มาดูก็หมดศรัทธา เป็นอันว่าจบการแห่ม้าทรงไปแบบเสียรังวัด


เจ้าสัวชาวจีนผู้ทรงอิทธิพลในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 ในภาพจะเห็นว่า บางท่านยังไว้เปียแบบคนจีนสมัยราชวงศ์ชิง ที่มาของภาพ: Twentieth century impressions of Siam: its history, people, commerce, industries, and resources, with which is incorporated an abridged edition of Twentieth century impressions of British Malaya

หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าหลวงทรงโปรดฯ ให้กรมเมือง หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายนครบาลประกาศว่า
ถ้าเจ้าพ่อม้าทรงยังขืนทำนายอะไรเหลวไหลให้คนเกิดความกลัวจะทรงเอาผิดกับคนทรง แต่แล้วไม่นานเจ้าพ่อก็มาเข้าทรงอีก

ทว่า คราวนี้เจ้าพ่อกลับประกาศผ่านคนทรงว่า ที่จะโปรดฯ ให้ย้ายศาลไปสร้างใหม่นั้นเป็นการดีนัก เจ้าพ่อพอใจมาก นับแต่นั้นจึงไม่เกิดกระแสไม่พอใจอีก ศาลเจ้าพ่อเสือจึงย้ายจากบำรุงเมืองไปเฟื่องนครได้โดยสะดวกโยธิน และยังอยู่ดีมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องนี้ ผู้เขียนนำมาเล่าใหม่ด้วยภาษาง่ายๆ จากเรื่องราวในหนังสือ "ความทรงจำ" พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้สนใจรายละเอียดแบบปฐมภูมิสามารถอ่านเพิ่มได้จากหนังสือเล่มนี้

นอกจากเรื่องคนทรงเจ้าจีนที่เกรงพระบารมีแล้ว ผู้บันทึกเรื่องนี้ คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังทรงเล่าด้วยว่า

"...ในสมัยนั้นไม่แต่จีน ถึงไทยก็ยังเชื่อถือการเชิญเจ้าผีเข้าคนทรงกันมาก เป็นแต่ไม่ทำกันอย่างเปิดเผยเหมือนพวกจีน (แม้จนเวลาเมื่อแต่งหนังสือนี้ คนเชื่อถือก็ยังมี) เมื่อฉันยังเป็นเด็กได้เคยเห็นวิธี ทรงผี ที่เขาแอบทำกันในวังหลายครั้ง เวลานั้นขึ้นชื่อเจ้าผีที่คนนับถือมากมี 3 องค์ เรียกว่า เจ้าพ่อหอกลององค์ 1 เจ้าพ่อหนูเผือกองค์ 1
เจ้าพ่อพระประแดงองค์ 1 การทรงผีอย่างไทยนั้น คนทรงต้องเป็นผู้หญิง มักเป็นคนอายุกลางคน ก่อนจะทำพิธีต้องให้คนทรงอาบน้ำชำระกายและนุ่งห่มผ้าใหม่ นุ่งผ้าลอยชายห่มแพรแถบพาดสองบ่าเหมือนอย่างผู้ชาย และนั่งขัดสมาธิประณมมือถือธูปจุดมีควัน หลับตานิ่งอยู่ ด้วยนึกเชิญเจ้าผีหรืออย่างไรไม่ทราบ พวกคนที่ร่วมคิดก็นั่งคอยดูอยู่รอบตัว พอสักครู่หนึ่ง มือคนทรงที่ถือธูปเริ่มสั่นและสั่นมากขึ้นทุกที จนธูปหลุดร่วงไปจากมือ ก็วางมือลงที่ตักนั่งโคลงตัวไปมา เป็นอันเข้าใจกันว่า เจ้าผีมาเข้าทรงแล้ว พวกร่วมคิดคนหนึ่งจึงถามว่า เป็นเจ้าพ่อองค์ไหน คนทรงก็บอกให้ทราบว่าองค์นั้นๆ เมื่อรู้แล้วก็พูดกันต่อไปตามเรื่องธุระประสงค์ ประหลาดอยู่ที่คนพูดกับเจ้าผีต้องเรียกตัวเองว่า ลูกช้าง จะหมายความว่ากะไรไม่เคยได้ยินอธิบาย คิดก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเพราะเหตุใด ครั้นพูดกันเสร็จธุระแล้ว เมื่อเจ้าผีจะออกนั้น คนทรงจะพูดขึ้นว่า ไปละนะ ว่าแล้วตัวก็สั่นอีกพักหนึ่งแล้วเลยฟุบนอนหอบหายใจอยู่สักครู่หนึ่ง จึงกลับได้สมปฤดี..."

จบตำนานพระพุทธเจ้าหลวงปราบเจ้าพ่อแต่เพียงเท่านี้...