Armies Weapons and Warfare

BAT 21 ภารกิจท้านรก (2)

เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ลำอื่นๆ พยายามบินเข้าไปช่วยเพื่อนๆ ของพวกเขาที่ถูกยิงตก แต่ทหารเวียดนามเหนือก็ระดมยิงอาวุธทุกอย่างเข้าใส่อย่างหนาแน่น ประกอบกับเครื่องบินของพวกเขาหลายลำ
ถูกยิงเสียหายจนทำให้เครื่องบินเริ่มไม่ตอบสนองต่อการบังคับแล้ว นั่นจึงทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจบินผละออกมาจากพื้นที่ในทันที เครื่องบินของอเมริกันทุกลำที่อยู่ในพื้นที่ มีรูกระสุนและเกิดความเสียหายรอบๆ ตัวเครื่องทุกลำ พวกเขาจำใจต้องถอนกำลังออกมาก่อนที่เครื่องบินจะเสียหายจนไม่สามารถควบคุมได้

เฮลิคอปเตอร์แบบซิคอร์สกี้เอ็มเอช 53 ที่มาของภาพ

วันต่อมา เฮลิคอปเตอร์แบบซิคอร์สกี้เอ็มเอช 53 (Sikorsky MH-53) หรือที่รู้จักกันในชื่อ จอลลี่กรีน (ยักษ์เขียว) จำนวน 2 ลำ มันเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกนำมาเพื่อใช้ในภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตโดยเฉพาะ ด้วยขนาดลำตัวเครื่องที่ใหญ่ ติดตั้งปืนกลประจำเครื่องทั้งด้านข้างและด้านท้ายลำ ความสามารถในการทนกระสุนปืนเล็กและปืนกลได้พอสมควร บินเข้ามายังจุดที่พันโทแฮมเบิลตั้นซ่อนตัวอยู่ เครื่องบินโจมตีแบบ ดักกลาส เอ-1 สกายไรเดอร์ โจมตีทิ้งระเบิดคุ้มกันให้เครื่องจอลลี่กรีนทั้งสองลำ แต่ก็เช่นเคยทหารเวียดนามเหนือใช้อาวุธประจำกาย ปืนกลหนัก และจรวดอาร์พีจี ระดมยิงใส่ ฮ.ทั้งสองลำ กระสุนสังหาร
ลูกเรือบนเครื่องจอลลี่กรีนลำหนึ่ง และยังยิงถูกถังน้ำมันของเครื่อง นักบินเสียการบังคับเครื่องไปชั่วขณะ แต่ยังสามารถประคองเครื่องบินต่อไปได้ พวกเขาจำต้องยกเลิกภารกิจเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ในเวลาเดียวกัน เครื่องบินควบคุมอากาศยานส่วนหน้า ถูกยิงตก นั่นจึงส่งผลให้มีเครื่องบินตกอยู่ในพื้นที่การรบ นักบินบนเครื่องทั้งสองคนของเครื่องควบคุมอากาศยานส่วนหน้า คนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนไม่ทราบชะตากรรม

ฝ่ายอเมริกันยังพยายามส่งเครื่องบินเข้ามาอีกหลายครั้งเป็นเวลา 5 วันหลังจากที่เครื่อง แบท 21 ถูกยิงตก พวกเขายังต้องสูญเสียเครื่องจอลลี่กรีนไปอีกหนึ่งลำพร้อมด้วยชีวิตนักบินกับลูกเรือไปอีก 6 นาย และเครื่องบินแบบโอวี 10 อีกหนึ่งลำถูกยิงตก รวมแล้วตอนนี้อเมริกันสูญเสียอากาศยานอีกไปแล้ว 4 ลำและชีวิตทหารอเมริกันอีก 10 นาย มันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การช่วยเหลือ แบท 21 บราโว ไม่อาจทำได้ด้วยอากาศยาน เพราะฉะนั้นมีทางเดียวที่พวกเขาจะบุกเข้าไปได้คือการแทรกซึมและเล็ดลอดเข้าไปทางบก หน้าที่นี้จำต้องใช้หน่วยรบที่มีความสามารถสูงในการแทรกซึม นั่นจึงทำให้พันโทโธมัส นอริส แห่งหน่วยซีล (SEAL) พร้อมลูกน้องของเขาซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกหน่วยซีล 12 นาย และทหารจากคอมมานโดมนุษย์กบของกองทัพเรือเวียดนามใต้จำนวน 5 นาย ร่วมทีมปฏิบัติการในครั้งนี้


สมาชิกนาวีซีลของอเมริกันและคอมมานโดมนุษย์กบกองทัพเรือเวียดนามใต้ ที่มาของภาพ

ในตอนนี้ฝ่ายเวียดนามเหนือรู้แล้วว่า พวกอเมริกันเข้ามาในพื้นที่นี้เพื่ออะไร พวกเขาระดมกำลังออกตามหาพันโทแฮมเบิลตั้น ดักฟังทางวิทยุสื่อสารตลอดเวลา ฝ่ายอเมริกันทราบดีว่าทหารเวียดนามเหนือกำลังดักฟังการสื่อสารทางวิทยุ และทหารเวียดนามเหนือเหล่านี้เข้าใจภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องพูดเป็นรหัส รหัสที่ว่านั้นมาจาก “ภาษาของนักกีฬากอล์ฟ” พันโทแฮมเบิลตั้นเป็นนักกอล์ฟตัวยงคนหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงนำคำศัพท์ในกีฬาชนิดนี้มาใช้สื่อสารกับเขา ซึ่งมันได้ผล แม้ฝ่ายเวียดนามจะดักฟังได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน คำแนะนำต่างๆ เป็นภาษานักกอล์ฟเช่นนี้ ช่วยชี้ทางไปยังจุดที่ปลอดภัยที่หน่วยซีลจะเข้ามาช่วยเขาได้ แถมยังหลบเลี่ยงจุดที่มีทหารเวียดนามเหนือให้กับ
พันโทแฮมเบิลตั้น และระหว่างทางเขาต้องสังหารทหารเวียดนามเหนือคนหนึ่งด้วยมีดพก เขาทั้งเหนื่อยและหิวมาก แต่โชคดีที่ระหว่างทางเจอต้นกล้วยในบริเวณหมู่บ้านที่เขาเล็ดรอดผ่านไป เขากินและดื่มน้ำในลำธาร พอให้มีแรงเดินทางต่อไป


พันโทโธมัส นอริส และ เหวียน ฟาน เกี๊ยต ที่มาของภาพ

ทางด้านหน่วยซีลและทีมค้นหาของพันโทนอริส กลับเริ่มต้นภารกิจได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะพวกเขาต้องปะทะกับทหารเวียดนามเหนือระหว่างทาง โชคร้ายแก่เหล่าคอมมานโดเวียดนามใต้ พวกเขาบาดเจ็บและเสียชีวิตเกือบทั้งหมด พวกเขาต้องร้องขอการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินและรอคอยกำลังเสริมจากคอมมานโดเวียดนามใต้ชุดใหม่ ก่อนที่จะเคลื่อนพลต่อไป พวกเขาได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองเรือลำน้ำของเวียดนามใต้ ที่ถูกส่งเข้ามาสนับสนุนในปฏิบัติการ

เป็นเวลากว่า 8 วันแล้ว ที่พันโทแฮมเบิลตั้น ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หนีตาย หลังแนวรบข้าศึก เครื่องบินของอเมริกันบินเข้ามาทิ้งอาหารและยารักษาโรค ลงไปในบริเวณที่คาดว่าเขาน่าจะซ่อนตัวอยู่ บาดแผลจากอาการบาดเจ็บ เริ่มติดเชื้อและร่างกายของเขาอิดโรยอย่างมาก เขากำลังจะหมดแรงและไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ขณะที่ทีมค้นหาของพันโทนอริสก็ยิ่งพบการต้านทานจากข้าศึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาตัดสินใจนำทหารในหน่วยซีล 2 นาย และคอมมานโดเวียดนามใต้ 1 นาย คือเหวียน ฟาน เกี๊ยต ออกลาดตระเวนนำหน้ากองกำลังหลัก เพราะใช้คนจำนวนน้อย พวกเขาจึงแทรกซึมเข้าไปได้โดยไม่พบการปะทะ ระหว่างทางพวกเขาต้องหลบและหลีกเลี่ยงการปะทะกับทหารเวียดนามเหนือ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบพันโทแฮมเบิลตั้น แต่ก็ยังไม่ลดละความพยายาม แม้ความหวังจะค่อยๆ ริบหรี่ไปพร้อมๆ
กับแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่กำลังจะมืดลง แต่พวกเขาก็ยังคงหวังว่าจะกลับไปพร้อมกับนำเพื่อนร่วมรบออกไปด้วย


เฮลิคอปเตอร์แบบซิคอร์สกี้เอ็มเอช53 ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังที่หมาย ที่มาของภาพ

และแล้วพันโทนอริสก็ทำสำเร็จ เขาพบตัวพันโทแฮมเบิลตั้น ปฐมพยาบาลให้เขาและรีบนำตัวกลับออกมา ชายวัยใกล้เกษียณที่ต้องมาเจอกับบททดสอบสุดโหดเกินขีดจำกัดของมนุษย์ ร่างกายของเขาซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอึดและรักษาชีวิตตนเองมาได้อย่างน่าทึ่ง พันโทนอริสและลูกทีมถอนกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว เขาส่งสัญญาณวิทยุกลับไปแจ้งทางกองบัญชาการว่า “พบแบท 21 บราโว แล้ว” แม้จะถอนกำลังกลับมาสมทบกับกำลังหลักที่เหลือของทีมได้ แต่พวกเขายังคงต้องรอจนกว่าจะมืดถึงสามารถถอนกำลังออกไปได้


พันโทแฮมเบิลตั้น ขณะถูกนำส่งไปโรงพยาบาล ที่มาของภาพ

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือชีวิตแบท 21 ในครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตทหาร 11 นาย อากาศยาน 4 ลำ และมีทหาร 2 นาย ถูกจับเป็นเชลย ภายหลังจากนั้นพันโทแฮมเบิลตั้นให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ผมทำได้แต่ยืนดูชายหนุ่มเหล่านี้ ต้องมาตายเพื่อช่วยชีวิตผม มันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาชีวิตเพียงชีวิตเดียว…ผมเสียใจจริงๆ” ในระหว่างสงครามเวียดนามหน่วยค้นหาและช่วยชีวิต สามารถช่วยชีวิตทหารอเมริกันเอาไว้ได้กว่า 3,800 นาย ต้องแลกมาด้วยชีวิตของทีมช่วยเหลือ 71 นาย อากาศยานอีก 45 ลำ
พันโทโธมัส นอริส ได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุด (Medal of Honor) จากภารกิจในครั้งนี้ และคอมมานโดเวียดนามใต้ ที่ร่วมไปกับทีมค้นหา เหวียน ฟาน เกี๊ยต ได้รับเหรียญ นาวี่ครอส (Navy Cross) เขาเป็นทหารเวียดนามใต้คนเดียวตลอดช่วงสงครามที่ได้รับเหรียญกล้าหาญนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Rescue_of_Bat_21_Bravo
Website : http://vnafmamn.com/bat21.html
Website : http://www.sealtwo.org/kietvannguyen.htm
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Iceal_Hambleton