World Clvilization

สุสาน KV54 กับตำนานรักของพระนางเมริตอเตน

ตำนานรักหวานหยดย้อยที่กำลังจะมาคุยกันในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยข้อความที่ถูกเรียกว่า “โคลงรักบทสุดท้าย” ซึ่งปรากฏอยู่ที่ผิวด้านนอกบริเวณฝ่าเท้าของโลงศพที่ค้นพบจากสุสานรหัส KV55 ข้อความนั้นสามารถถอดความออกมาได้ว่า


ภาพสลักที่เสนอกันว่า อาจจะเป็นฟาโรห์สเมนค์คาเร (ซ้าย) และพระนางเมริตอเตน (ขวา) ที่มาของภาพ


“น้องได้สูดเอาลมเย็นอันหวานชื่นที่ลอยมาจากปากของพี่ น้องเฝ้าชื่นชมกับความงามของพี่ทุกคืนวัน สิ่งนั้นย่อมเป็นความปรารถนาของน้องที่จะได้ยลยินเสียงอันหวานชื่นของพี่ที่แผ่วเบาราวกับเสียงลมที่พัดโบกมาจากทิศหรดี ความสิเน่หาจะทำให้แขนขาของน้องมีชีวิตชีวาอยู่เป็นนิจ จงมอบมือของพี่ที่ยึดวิญญาณของพี่ไว้ให้แก่น้อง เพื่อน้องจักได้สวมกอดและยังชีพอยู่กับมัน จงเรียกชื่อของน้องอีกคราและอีกคราไปจน
ชั่วนิรันดร์ และเสียงนั้นย่อมจะได้รับเสียงขานรับของน้องทุกคราครั้งไป” ตำนานเล่าว่า ผู้ที่จารึก
“โคลงรักบทสุดท้าย”


นี้เอาไว้คือ พระนางเมริตอเตน (Meritaten) ธิดาองค์โตของฟาโรห์นอกรีตอัคเคนาเตน (Akhenaten) และราชินีเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) นางได้อุทิศข้อความหวานหยดย้อยนี้แด่สวามีสุดที่รักของนางที่เรารู้จักกันในพระนามฟาโรห์สเมนค์คาเร (Smenkhkare) นั่นเอง


จารึกภาษาอียิปต์โบราณบริเวณส่วนฝ่าเท้าของโลงศพที่ค้นพบจากKV55 ของฟาโรห์อัคเคนาเตน คือข้อความที่ถูกเสนอว่าเป็น
“โคลงรักบทสุดท้าย” ที่มาของภาพ


ครั้งก่อนเคยพูดถึงเกี่ยวกับฟาโรห์สเมนค์คาเรองค์นี้กันไปแล้ว เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า พระองค์เป็นใคร เพราะว่าในสมัยราชวงศ์อมาร์น่านั้นมีตัวละครปริศนาโผล่ออกมามากมาย จนถึงขั้นมีการเสนอกันว่า บางทีสเมนค์คาเรกับพระนางเนเฟอร์ติติอาจจะเป็นบุคคลๆ เดียวกันเลยก็เป็นได้! แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนออกมาฟันธงแต่อย่างใด

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร นักอียิปต์วิทยาก็ค้นพบหลักฐานว่า พระนางเมริตอเตนคือมเหสีของ
ฟาโรห์สเมนค์คาเรอย่างแน่นอน และถ้า “โคลงรักบทสุดท้าย” ที่กล่าวไปตอนต้นนั้นเป็นข้อความที่พระนาง
เมริตอเตนสลักเอาไว้ถึงฟาโรห์สเมนค์คาเรจริงๆ แล้วล่ะก็ นั่นสื่อว่า ทั้งคู่รักกันหวานชื่นเลยทีเดียวละ

ตำนานรักที่ว่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พระนางเมริตอเตนคือ สตรีที่ถูกขังเอาไว้ในสุสานลับแห่งหนึ่ง เนื่องจากโดนจับได้ว่านางขัดคำสั่งของอัย (Ay) ซึ่งเป็นอุปราชอยู่ในตอนนั้น (หลังจากนั้นอัยได้ขึ้นเป็นฟาโรห์) นางได้ลักลอบทำพระศพของสวามีของพระนางอย่างลับๆ เพื่อให้สวามีของนางได้ใช้ชีวิตหลังความตายอย่างมีความสุข

ว่าแต่หลักฐานที่นักวิชาการที่สนับสนุนในแนวคิดนี้ นำมาใช้ประกอบในการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสมมติฐานของพวกเขาจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลยดีกว่า


ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่ค้นพบในสุสาน KV54 ที่มาของภาพ

นักวิชาการกลุ่มนี้เสนอว่า ฟาโรห์สเมนค์คาเรสิ้นพระชนม์ในสงครามแย่งชิงบัลลังก์ ยุวฟาโรห์ตุตันคาเมนได้ขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ต่อไป แต่สเมนค์คาเรถูกสังหาร พระศพของผู้ปราชัยเช่นพระองค์จึงถูกฝังเอาไว้ในสุสานที่ซ่อนเร้นมิดชิด (เชื่อกันว่าคือ สุสาน KV55) อัยซึ่งเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังตุตันคาเมนนั้นไม่ต้องการให้มีการทำศพของสเมนค์คาเรเยี่ยงฟาโรห์ แต่พระนางเมริตอเตนก็ทนไม่ได้ที่ศพของสามีสุดที่รักของตนต้องถูกทอดทิ้ง นางจึงได้ขัดคำสั่งของอัยและนำศพของสเมนค์คาเรไปฝังเอาไว้ในสุสานแห่งหนึ่งอย่างลับๆ แล้วแอบสั่งให้สลัก “โคลงรักบทสุดท้าย” เอาไว้บนโลงศพด้วย แต่สุดท้ายแล้วอัยก็ล่วงรู้แผนการนี้ จึงลงโทษพระนางเมริตอเตนอย่างหนัก ด้วยการจับนางไปกักขังเอาไว้ในหลุมขนาดเล็กที่มีขนาดปากหลุมเพียงแค่
2 x 2 ตารางเมตร และลึกลงไปไม่ถึง 2 เมตร หลุมดังกล่าวอยู่ระหว่างหลุมศพของตุตันคาเมนและหลุมศพของพระนางตีย์ (Tiy) สุดท้ายนางเสียชีวิตในหลุมเล็กๆ ที่ว่านี้ และเมื่อนักอียิปต์วิทยามาค้นพบสุสานเมื่อ
ปี ค.ศ. 1907 ก็ไม่หลงเหลือหลักฐานของสตรีคนใดในหลุมลึกลับนี้อีกต่อไปแล้ว


สุสาน KV54 มีขนาดเล็ก จากหลักฐานที่ค้นพบระบุว่าสุสานแห่งนี้ไม่เคยนำมาใช้กักขังสตรีคนใดเอาไว้

จากบันทึกของนักอียิปต์วิทยาระบุว่า หลุมปริศนานี้ตั้งอยู่ห่างจากหลุมของพระนางตีย์ออกไปราว 90 เมตร นอกจากนั้นยังมีการค้นพบแผ่นดินเหนียว 6 แผ่น มีพระนามของตุตันคาเมนจารึกอยู่ทั้งหมด 3 แผ่น ส่วนที่เหลือเป็นตราของนักบวชแห่งวิหารในหุบผากษัตริย์ นอกจากนั้นยังการค้นพบหน้ากากของสตรีที่ใช้ในการปิดใบหน้าของมัมมี่ในหลุมนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้เริ่มมีการเสนอกันว่าหลุมเล็กๆ นี้ น่าจะเคยเป็นสถานที่
คุมขังสตรีในยุคสมัยอมาร์น่าจริงๆ เพียงแค่ว่ายังไม่ทราบว่าสตรีผู้นี้เป็นใครเท่านั้นเอง

คำถามคือ แนวคิดนี้ถูกต้องจริงๆ น่ะหรือ? ในปัจจุบัน นักอียิปต์วิทยาทราบดีว่า หลุมเล็กๆ ในหุบผากษัตริย์ที่เชื่อกันว่าใช้คุมขังราชินีเมริตอเตนจนตายนั้นคือ สุสานรหัส KV54 เป็นสุสานขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจากสุสานที่เชื่อว่า เป็นของพระนางตีย์ออกไป 90 เมตรเช่นกัน ภายในสุสานมีโบราณวัตถุยุคสมัยฟาโรห์ตุตันคาเมนปรากฏอยู่มากมายทั้งผ้าลินิน ถ้วยใส่เครื่องบรรณาการ เกลือนาตรอนสำหรับทำมัมมี่ และมี “กระดูก” อยู่จริงๆ เสียด้วย แต่น่าเสียดายที่กระดูกนั้นไม่ใช่กระดูกคน เพราะจากการวิเคราะห์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นเพียงแค่กระดูกของสัตว์เท่านั้น ส่วนหน้ากากของสตรีที่ค้นพบในสุสาน KV54 นั้นก็มีอยู่จริงๆ แต่นักอียิปต์วิทยาสรุปว่า มันคือหน้ากากทองคำที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นของธิดาองค์ที่สองของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่ตายตั้งแต่ยังเป็นทารก ไม่ได้เป็นหน้ากากของพระนางเมริตอเตนอย่างที่เชื่อกันมา

นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าโลงศพที่เชื่อกันว่าพระนางเมริตอเตนสั่งให้จารึก “โคลงรักบทสุดท้าย” เอาไว้จะมีอยู่จริง (และจารึกนั้นก็มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน) แต่ในปัจจุบันนักอียิปต์วิทยาสรุปได้แล้วจากผลการตรวจสอบ DNA ว่า มัมมี่ในโลงศพนั้นเหมาะสมที่จะเป็นฟาโรห์อัคเคนาเตนมากกว่าสเมนค์คาเร ดังนั้นถ้าจะมีสตรีที่จงใจไปทิ้งโคลงรักบทสุดท้ายเอาไว้บนโลงศพ ก็ไม่น่าจะใช่พระนางเมริตอเตนแต่อย่างใด

แล้วเช่นนั้นสุสาน KV54 จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันล่ะ นักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นในหุบผากษัตริย์เสนอว่า สุสานแห่งนี้ถูกใช้งานเพื่อเก็บรักษาเครื่องใช้ในพิธีกรรมฝังศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็เท่านั้นเอง ด้วยว่าสุสานของตุตันคาเมนถูกปล้นไปถึงสองครั้ง นักอียิปต์วิทยาเสนอว่า หลังจากการปล้นครั้งแรกเกิดขึ้น
มีข้าวของจำนวนหนึ่งถูกทิ้งเอาไว้ด้านหน้าทางเข้าสุสานของตุตันคาเมน จึงมีการโยกย้ายข้าวของเหล่านี้เข้าไปเก็บรักษาเอาไว้ในหลุมขนาดเล็ก หรือเจ้าสุสาน KV54 แห่งนี้แทน

ดังนั้น โดยสรุปแล้วสุสาน KV54 คือหลุมที่สร้างขึ้นเพื่อตุตันคาเมน นั่นจึงทำให้ตำนานรักที่เคยเสนอกันในอดีตก็ไม่น่าจะเคยเกิดขึ้นจริงด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่า มัมมี่พระศพของพระนาง
เมริตอเตนอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่เราทราบก็คือ เมริตอเตนไม่เคยถูกขังเอาไว้ในสุสาน KV54 อย่างแน่นอน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.thebanmappingproject.com/sites/browse_tomb_
868.html

Website: http://www.ancientegyptonline.co.uk/tutankhamun-cache.html
Website: http://www.kv64.info/2012/02/kv54-tomb-of-touatankhamanou-references.html
Website: http://valleyofthekings.wikifoundry.com/page/Tombs+KV47+-+KV54
Website: http://oknation.nationtv.tv/blog/iyakoop/2013/10/24/