Food World

พริกไทยกับการแย่งชิงเส้นทางการค้าอินเดียตะวันออกของมหาอำนาจยุโรป

ความสำคัญของเครื่องเทศ
นอกจากจะเป็นส่วนประกอบของอาหารอันหลากหลายในทางอุปโภคมาแล้ว เครื่องเทศยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของการขยายอำนาจทั้งทางการค้าและทางการทหารของมหาอำนาจยุโรปอย่างน้อยๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา


เครื่องเทศ สินค้าสำคัญของการค้าทางไกล ที่มาของภาพ

กานพลู จันทน์เทศ พริกไทย อบเชย ชา กาแฟ ยาสูบ ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ต่างมีบทบาทหลากหลายในประวัติศาสตร์ ทั้งเผ็ดร้อน หอมหวาน ฤทธิ์อายุวัฒนะ กระทั่งเป็นยาพิษก็ได้สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้

ตลอดช่วงหลายร้อยปีของการแข่งขันกันเป็นมหาอำนาจทางทะเลของอำนาจยุโรป พริกไทยเป็น
สินค้าตัวหนึ่งที่ช่วยตัดสินทีเดียว


กองเรือของ VOC ที่มาของภาพ

พริกไทยถ่วงน้ำหนักเรือ!
พริกไทยมีความสำคัญอย่างมาก ตัวอย่างตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 คือเราจะเห็นว่าพริกไทยเป็นสินค้าเพียงชนิดเดียวที่บริษัทอินเดียตะวันออกของดัชต์ (V.O.C) นำเข้าเพื่อขายให้กับรัฐบาล โดยมีปริมาณสูงถึงครึ่งหนึ่งของการค้าระหว่างบริษัทกับรัฐบาลเลยทีเดียว

นี่ทำให้พ่อค้าชาวยุโรปทั้งหลายรู้ดีว่า ท่ามกลางเครื่องเทศทั้งหลายทั้งมวล พริกไทยสามารถจะทำกำไรได้สูงกว่าเพื่อน

อนึ่ง การก้าวขึ้นมามีความสำคัญของพริกไทยเช่นนี้ นอกจากว่าจะมีเรื่องความต้องการเครื่องเทศชนิดนี้อย่างมากในตลาดยุโรปแล้ว ยังมีเรื่องเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นั่นคือ ในการเดินทางเรือสินค้าของบริษัทจากยุโรปที่ไปค้าขายในเอเชียทั้งหลาย ในการเดินทางขากลับยุโรปที่จะขนสินค้าหลายร้อยตันมาขายด้วยนั้น พ่อค้าและกัปตันเรือจะใช้พริกไทยเอาไว้สำหรับถ่วงน้ำหนักเรือ (ballast) ความสมดุลของน้ำหนักเรือโดยพริกไทยก็จะช่วยให้เดินทางฝ่าคลื่นลมมรสุมไปได้
ดังนั้น เรือพาณิชย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเน้นการค้าขายพริกไทยหรือไม่ก็ตาม ก็ย่อมจะต้องขนพริกไทยราคาต่ำๆ เอาไว้เพื่อถ่วงน้ำหนัก


หมู่เกาะเครื่องเทศ ที่มาของภาพ

การแข่งขันเป็นเจ้าผู้ครองเส้นทางการค้าพริกไทย
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พริกไทยเป็นสินค้าที่ทำให้โปรตุเกสมีความมุ่งมั่นมาดหมายจะเป็นจักรวรรดิให้ได้ กษัตริย์ดอม มานูเอลของโปรตุเกสเข้าผูกขาดการค้าพริกไทยด้วยตัวเอง และถือเอาว่าเส้นทางการค้า
พริกไทยจะต้องอยู่ภายใต้สายตาของตน

ในร้อยปีถัดมา บริษัทอินเดียตะวันออกของดัชต์ (V.O.C) ก้าวเข้ามาเป็นผู้แข่งขัน และแย่งชิงเอาเส้นทางการค้าพริกไทยไปจากโปรตุเกสได้

ในช่วงนี้เอง มีการแข่งขันกันอย่างเข็มข้นระหว่างบริษัทอินเดียตะวันออกของดัชต์ (V.O.C) และบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (E.I.C) โดยเฉพาะการที่ฝ่ายแรกใช้กองกำลังทางเรือในการผูกขาด และกันไม่ให้ใครเข้าไปค้าขายกับหมู่เกาะเครื่องเทศ (หรือหมู่เกาะโมลุกกะในปัจจุบัน) ที่ตนเองเป็นเจ้าของอยู่

การผูกขาดการค้าเหนือหมู่เกาะเครื่องเทศ นอกจากจะทำให้ดัชต์มีสิทธิ์ขาดในการค้าพริกไทยแล้ว ยังมีสิทธิ์ขาดในการค้าเครื่องเทศอื่นๆ ด้วย เช่น กานพลูและจันทน์เทศ เป็นต้น

ที่จริงแล้ว ดัชต์ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งการค้าพริกไทยของยุคนั้น เนื่องจากการยึดเมืองโคชินของอินเดียใน
ปี ค.ศ.1663 โคชินเป็นเมืองท่าสำคัญที่หากใครสามารถยึดเอาเป็นอาณาบริเวณได้แล้ว ก็จะสามารถควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างตะวันตกและตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียได้

จากนั้นดัชต์ก็ถือว่าเป็นมหาอำนาจแรกๆ ของประวัติศาสตร์ที่ทำให้พริกไทยเป็นสินค้าของตลาดโลกได้


สำนักงานใหญ่ของ VOC ณ เมืองอัมสเตอร์ดัม ที่มาของภาพ

อำนาจเเปลี่ยนมือ
แต่เมื่อพระอาทิตย์มีขึ้นและมีตก อำนาจทางการค้าก็ขึ้นและลงเป็นของธรรมดา ดัชต์ไม่สามารถควบคุม
เส้นทางการค้าพริกไทย ซึ่งมีเมืองและมีอำนาจท้องถิ่นมากมายตลอดทาง

โดยเฉพาะนโยบายการผูกขาดนั้น ดูจะพ่ายแพ้ให้กับอุดมการณ์การค้าเสรี ซึ่งมีบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเป็นผู้ชูธงโฆษณา

การผูกขาดทางการค้าทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าในบริเวณต่างๆ ของโลกไม่พอใจ เนื่องจากตนเองไม่สามารถกำหนดราคาในตลาดได้ การเปิดเสรีทำให้พวกเขาต่อรองราคากับผู้ซื้อและผู้ประมูลที่จะให้ราคาสูงกว่าได้

โลกของทุนนิยมค่อยๆ เปลี่ยนจากการเน้นการค้าขายและการทำกำไรจากการค้าขาย (ซึ่งผู้ที่ผูกขาดสินค้าจะได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ส่วนผู้อื่นก็พ่ายแพ้) ไปสู่การค้าที่นำโดยการเปิดเสรีแข่งขัน ให้กลไกตลาดทำงาน


พริกไทยดำ ที่มาของภาพ

และในขณะเดียวกัน รัฐต่างๆ ที่เป็นผู้นำการแข่งขัน ก็จะเริ่มสามารถใช้อำนาจรัฐของตนในการเก็บภาษีผู้ที่ค้าขายสินค้าเหล่านี้

ดูเหมือนว่าในที่สุดรัฐจะเป็นหน่วยงานที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของทุนนิยมอย่าง
ยอดเยี่ยมทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
K. N. Chaudhuri, The Trading World of Asia and the English East India Company (1978)