Oriental World

ทสึรุฮิเมะ ตำนานมิโกะ สาวผู้พิทักษ์แผ่นดินเกิด


ที่มาของภาพ

บรรดาศาลเจ้า (Shrine) ต่างๆ ที่พบเห็นได้ในญี่ปุ่นทุกวันนี้ มีที่มาจากลัทธิชินโต ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ที่มีมายาวนานของญี่ปุ่น แล้วได้ผสมผสานกับความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งในศาลเจ้าเหล่านั้นก็จะมี “มิโกะ” หรือ สาวพรหมจรรย์ ทำหน้าที่ดูแลและบวงสรวงเทพของศาลเจ้าเหล่านั้น บางครั้งก็ต้องถวายตัวเพื่อรับใช้เทพเจ้า โดยผ่านทางพิธีกรรมต่างๆ กันไปตามแต่ละที่ ตามธรรมเนียมแล้ว โดยการรับสืบทอดหน้าที่ดูแลศาลเจ้าจะตกเป็นของคนในตระกูลเดียวกันเท่านั้น

ศาลเจ้าชินโตเหล่านี้จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เมื่อเกิดโรคระบาด ภัยธรรมชาติ บรรดานักบวชหรือมิโกะประจำศาลเจ้า ต้องทำหน้าที่บวงสรวงต่อเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยปกปักษ์คุ้มภัย เหล่านักรบหรือซามูไรยุคโบราณเองก็ต้องให้ความเคารพต่อสถานที่เหล่านี้ ด้วยถือว่าเป็นเขตแดน
ศักดิ์สิทธิ

แต่เมื่อเกิดยุคสงครามระหว่างแคว้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 13-15 บรรดาศาลเจ้าต่างๆ ก็ถูกรุกรานและไม่มีความปลอดภัยอีก ศาลเจ้าโบราณเหล่านี้แตกต่างจากวัดพุทธตรงที่ไม่มีกองกำลังพระนักรบที่ฝึกฝนวิชาบู๊ ทำให้ยากที่จะป้องกันตัวเองได้ นอกเสียจากการรวมพลังกันของคนในท้องถิ่นนั้น

สำหรับที่เกาะโอมิชิมะ มีตำนาน “ทสึรุฮิเมะ” ของมิโกะสาววัยแรกรุ่นอายุเพียง 18 ปี ที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานของขุนศึกภายนอก สื่อรุ่นหลังถึงกับยกย่องเธอเป็นเหมือนโจนออฟอาร์คของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่า “ทสึรุ” เกิดใน ค.ศ.1526 เป็นลูกสาวของของ โอฮารุ ยาสุโมจิ หัวหน้านักบวชประจำศาลเจ้าโอยามาสุมิ ณ เกาะโอมิชิมะ เธอยังมีพี่ชายอีกสองคน ซึ่งโดยปกติต้องรับหน้าที่สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าศาลเจ้าต่อ แต่ในเวลานั้น เกาะโอมิชิมะกำลังตกอยู่ในภาวะตึงเครียดจากสงคราม รวมถึงการขยายดินแดนของตระกูลโออุจิและตระกูลโคโนะ ซึ่งกำลังมีข้อพิพาทในเกาะชิโกกุ เนื่องจากตระกูลของเธอทำงานให้ตระกูลโคโนะ แล้วพี่ชายของเธอทั้งสองคนก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง จนต้องเสียชีวิตทั้งคู่ ทำให้ทสึรุต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้กับพวกโออุจิเพื่อปกป้องเกาะและผู้คนที่เธอรัก

เธอจึงกลายเป็น “ทสึรุฮิเมะ” (เจ้าหญิงทสึรุ) ของศาลเจ้าโอยามาสุมิมานับตั้งแต่นั้น แล้วเกาะโอมิชิมะอยู่ตรงไหนของแผนที่ญี่ปุ่น มาดูจากในแผนที่กันครับ จะเห็นว่าเป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทะเลส่วนใน ดูผิวเผินไม่น่าจะสำคัญกับยุทธศาสตร์การชิงอำนาจของพวกขุนศึก แต่มันกลับสำคัญมาก เพราะ คือประตูสู่เกาะทางตอนใต้



ก่อนอื่นมารู้ที่มาที่ไปของการรุกรานเกาะแห่งนี้กันสักหน่อย

ในช่วงเวลานั้น โออุจิ โยชิทากะ เป็นขุนศึกที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ติดตามบิดาออกทำศึกตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาได้ขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากบิดาตั้งแต่อายุ 23-24 ปี
แล้ววางแผนขยายอำนาจทางภาคตะวันตก ในระหว่าง ค.ศ. 1531-1541 เขานำพาตระกูลโออุจิเข้าควบคุมทางเหนือของเกาะคิวชู แล้วเปิดศึกกับขุนศึกท้องถิ่นหลายกลุ่ม เช่น อามาโงะ และโค่นตระกูลโชนิ จากนั้นเข้าครองเมืองอากิ เขายังมองหาโอกาสขยายอิทธิพลเข้าไปในราชสำนักและรัฐบาลโชกุนด้วย

ศาลเจ้าโอยามาสุริเป็นหนึ่งในเป้าหมายการขยายอำนาจของพวกโออุจิ เนื่องจากเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำหรับเดินทัพในทะเลเซ็นโตะ หากมีกำลังทหารเข้ามาและสงครามเกิดขึ้น ผู้คนในเกาะก็ต้องเดือดร้อน
ดังนั้นศาลเจ้าจึงรวบรวมคนหนุ่มสาวเข้ามาเป็นกองทัพชาวบ้าน เพื่อต่อต้านพวกโออุจิ

ทสึรุฮิเมะเกิดและเติบโตในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งเหล่านี้ บิดาของเธอจึงให้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ วิชาทวน
การขี่ม้า และยิงธนู มาตั้งแต่ยังเด็ก ทสึรุฮิเมะนับว่าเป็นเด็กสาวอัจฉริยะ สามารถเรียนรู้วิชาเหล่านี้ได้เหนือกว่าผู้ชายทั่วไป โดยเฉพาะวิชายิงธนู เมื่อเริ่มเป็นสาว เธอจึงได้หมั้นหมายกับซามูไรหนุ่มคือ อุเอโนะ ทาคาโทกุ แห่งตระกูลอุเอโนะ

ต่อมา พี่ชายทั้งสองคนของเธอได้ออกรบกับพวกพวกโออุจิในศึกที่ฮอนชู ส่วนบิดาของเธอก็ล้มป่วยแล้วตายจากไป ทสึรุฮิเมะซึ่งเป็นมิโกะสาวในวัย 16 ปี จึงจำต้องขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งผู้นำศาลเจ้าแทนอย่างช่วยไม่ได้

ใน ค.ศ. 1541 ทสึรุฮิเมะรวบรวมผู้คนเข้าต่อสู้เพื่อปกป้องเกาะจากพวกโออุจิ เนื่องจากทัพโออุจิไม่คาดคิดว่าจะเจอการตอบโต้ที่รุนแรง พวกเขาจึงต้องล่าถอยกลับไป แต่แล้วก็นำทัพเรือที่มีจำนวนมากกว่าขึ้นกลับมาในอีก 4 เดือนหลังจากนั้น

ภาพวาดทสึรุฮิเมะในชุดเกราะออกศึก ที่มาของภาพ

ในตำนานเล่าว่า ศึกครั้งนี้ทสึรุฮิเมะได้นำเรือเข้าปะทะกับเรือธงของพวกโออุจิ แล้วกระโดดขึ้นเรือเพื่อท้าทายแม่ทัพของอีกฝ่าย เมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า ผู้นำทัพต่อต้านเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาก็หัวเราะเยาะแล้วดูถูก เยาะเย้ยว่าเธอเป็นพวกโสเภณี แต่แล้วเธอก็ฝ่ากองทหารเข้าไปตัดศีรษะของแม่ทัพข้าศึกได้ จากนั้นเรือของเธอที่เข้าปะทะกับเรือข้าศึกก็ระเบิดขึ้น ทำให้เรือธงของพวกโออุจิระเบิดตามไปด้วย ในขณะที่เธอก็อาศัยจังหวะชุลมุนรีบกระโดดหนีลงทะเล

วีรกรรมของเธอสร้างความหวาดผวาให้พวกโออุจิ และแพร่กระจายไปทั่วเกาะอย่างรวดเร็ว มีผู้คนมาเข้าร่วมกับเธอมากขึ้น เธอยืนหยัดต่อสู้กับพวกโออุได้นานสองปี แม้ว่ากำลังพลจะแตกต่างกันมากก็ตาม

ใน ค.ศ. 1543 ในศึกครั้งสุดท้าย เธอทราบข่าวว่าสามีของเธอเสียชีวิตในระหว่างทำศึกป้องกันปราสาท
เธอจึงนำนักรบหญิง 34 คน เข้าไปช่วยป้องกันปราสาทเอาไว้ร่วมกับกลุ่มนักรบจำนวนหนึ่ง ช่วยให้ผู้คนสามารถตีฝ่าออกจากปราสาทไปได้จำนวนมาก แต่หลังจากเห็นว่ายากที่จะป้องกันปราสาทได้แล้ว เธอก็ตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการกระโดดลงทะเลมิชิมะ เช่นเดียวกับนักรบหญิงอีก 34 คน เท่ากับว่าเธอจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น

ก่อนที่เธอจะกระโดดลงน้ำเพื่อปลิดชีพตนเอง เธอได้ประกาศออกมาว่า

“ทะเลแห่งมิชิมะจงเป็นสักขีพยาน ข้าจะขอฝังร่างและหัวใจของข้าไว้ ณ ที่แห่งนี้”

ในศตวรรษที่ 19 ตำนานของทสึรุฮิเมะได้ถูกนำมาเขียนเป็นนิยายจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น
ในปัจจุบันศาลเจ้าโอยามาสุมิก็ได้มีการเก็บอุปกรณ์และชุดเกราะของพวกนักรบหญิงที่มีชื่อเสียงบางคนไว้ รวมถึงชุดออกศึกของทสึรุฮิเมะด้วย สำหรับที่เกาะโอมิชิทะในทุกวันนี้ก็จะมีงานเทศกาลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งในนั้นยังรวมถึงการทำพิธีและแห่ขบวนเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของสตรีเหล็กผู้นี้เช่นกัน

รูปปั้นทสึรุฮิเมะ ที่มาของภาพ


เทศกาลทสึรุฮิเมะ ประจำปี 2017 ที่ผ่านมา ที่มาของภาพ


ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Books
Stephen Turnbull (2010). Samurai Women 1184-1877. Osprey Publishing.

Website
https://en.wikipedia.org/wiki/Onna-bugeisha
https://en.wikipedia.org/wiki/Tsuruhime