World Clvilization

ว่าด้วยเรื่อง “สี” ในศิลปะอียิปต์โบราณ

ครั้งก่อนได้คุยกันในประเด็นของ “เรื่องใต้สะดือ” ในศิลปะไอยคุปต์ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันที่ไอเดียของการใช้ “สี” ในศิลปะอียิปต์โบราณกันบ้างดีกว่า แล้วจะเห็นว่าน่าทึ่งไม่แพ้กันเลยทีเดียว

กว่า 3,000 ปี หลังจากสุสานไอยคุปต์ถูกปิดจากเหล่านักบวชในสมัยโบราณ สีและลวดลายของผนังสุสานส่วนหนึ่งของชาวอียิปต์โบราณที่ปรากฏต่อสายตาของเราทุกวันนี้ ยังคงดูสดใหม่เหมือนช่างศิลป์
ชาวไอยคุปต์เพิ่งสลักและวาดมันลงไปเมื่อไม่นานมานี้ จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ชาวอียิปต์มีวิธีการวาดภาพบนผนังอย่างไร ใช้วัตถุดิบใดในการผลิตสี และมีแนวคิดเรื่องสีแต่ละสีอย่างไรบ้าง


การใช้โลหะทองคำบนหน้ากากของฟาโรห์ตุตันคาเมน รวมทั้งการตกแต่งโลงศพ หรือรูปสลักต่างๆ ด้วยทองคำ ซึ่งเป็นโทนสีเหลือง เป็นการยกองค์ฟาโรห์ขึ้นเทียมเทพเจ้าด้วย ว่าเทพเจ้ามีผิวเป็นทองคำนั่นเอง ที่มาของภาพ

งานศิลปะประเภทจิตรกรรมของชาวอียิปต์โบราณนั้นมีลักษณะเป็นสองมิติ คือไม่มีการแสดงความตื้นลึกของภาพ ไม่มีการเล่นแสงเงา ส่วนประกอบต่างๆ ในภาพนั้น จะอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด ภาพใดสำคัญมากกว่าก็จะวาดให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า ภาพใดที่มีความสำคัญรองลงมาก็จะวาดให้มีขนาดเล็กลงตามลำดับ นั่นหมายความว่า ภาพคนที่มีขนาดใหญ่กว่าบุคคลอื่นในภาพ ไม่ได้หมายถึงเขาเป็นยักษ์หรอกนะ แต่สื่อความหมายว่า เขามีความสำคัญที่สุดในภาพนั้นๆ ก็เท่านั้นเอง

สำหรับการแกะสลักภาพบนผนังหินนั้น ชาวไอยคุปต์จะขัดตกแต่งผนังหินปูนให้เรียบแล้วทำการฉาบ
ปูนบางๆ เตรียมเอาไว้ชั้นหนึ่งก่อน เมื่อพร้อมที่จะร่างภาพแล้ว ช่างศิลป์ก็จะตีช่องสี่เหลี่ยมคล้ายตาราง
หมากรุก เพื่อใช้อ้างอิงในการวาดภาพลงไปบนผนัง การร่างภาพจะเริ่มด้วยเส้นสีแดง เมื่อสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วก็จะร่างเส้นสีดำทับลงไป หลังจากนั้นช่างแกะสลักก็จะมารับช่วงต่อ โดยใช้สิ่วสกัดปูนบนผนังออกตามเส้นสีดำที่ถูกร่างเอาไว้ให้กลายเป็นร่องลึก และเจาะผนังส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไปเพื่อให้ภาพสลักดูเด่นออกมาจากผนัง สุดท้ายช่างศิลป์ก็จะเข้ามาระบายสีตามที่กำหนดไว้ ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี

มาดูเรื่อง “สี” ที่ช่างศิลป์ใช้กันบ้างดีกว่า ชาวไอยคุปต์มีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มสีดำ เรียกว่า “เคม” กลุ่มสีขาวและสีเงินเรียกว่า “เฮดจ์” กลุ่มสีเขียวและสีน้ำเงินเรียกว่า “วาดจ์” และกลุ่มสีแดง
สีส้มสีเหลืองเรียกว่า “เดเชร” แต่ถ้าพูดถึง “สี” ที่ปรากฏบนผนังโบราณสถานของชาวไอยคุปต์แล้ว พวกเขาใช้สีหลักๆ อยู่ 6 สีด้วยกันก็คือ ดำ ขาว เขียว น้ำเงิน แดง และเหลือง ซึ่งสีที่ชาวอียิปต์โบราณเลือกมาใช้ในงานศิลปะแต่ละชนิด ก็จะแฝงความหมายเชิงนัยเอาไว้ด้วยเสมอ ลองมาดูกันเลยดีกว่าว่า สีชนิดใดผลิตมาจากวัตถุดิบใด และจะมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบอย่างไรบ้าง

สีดำ ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่า สีดำสื่อความหมายถึง ความตาย ชีวิตหลังความตาย ความมืดยามค่ำคืน และความอุดมสมบูรณ์ของตะกอนดินที่แม่น้ำไนล์พัดพามาทับถมกันสองฟากฝั่งทุกๆ ปี ดังนั้น
ดินแดนอียิปต์จึงได้รับการตั้งชื่อว่า “เคเมต” (Kemet) ซึ่งแปลว่า “แผ่นดินสีดำ” ในบางครั้ง ตัวบุคคลในศิลปะก็สามารถแสดงด้วยผิวสีดำ เพื่อสื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ด้วยเช่นกัน ชาวอียิปต์โบราณผลิตสีดำจากเขม่าคาร์บอน ถ่านไม้บดละเอียด กระดูกสัตว์ที่เผาแล้ว นอกจากนั้น ไม้มะเกลือ (Ebony)
ซึ่งเป็นไม้สีดำก็ยังถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ของชาวอียิปต์โบราณด้วย


สถูปสำหรับเก็บรักษาโถคาโนปิกของฟาโรห์ตุตันคาเมนทำจากหินอลาบาสเตอร์สีขาว ที่มาของภาพ

สีขาว มีความหมายถึงความบริสุทธิ์และพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ชาวอียิปต์โบราณถือว่าสีขาวคือ ด้านตรงข้ามของสีแดง ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับความรุนแรง เร่าร้อน และความสับสนอลหม่าน เราจะสังเกตเห็นอุปกรณ์เครื่องมือทางศาสนาต่างๆ มักทำจากหินอลาบาสเตอร์ (Alabaster) ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบที่มีค่ามากสำหรับชาวอียิปต์โบราณเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่มันเป็นหินปูนสีขาวบริสุทธิ์และส่องประกายแวววาว ชาวอียิปต์โบราณจึงใช้หินชนิดนี้เป็นวัตถุดิบของอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความบริสุทธิ์และพิธีกรรม วัตถุดิบในการผลิตสีขาวมาจากแร่ยิปซัม ซึ่งมีอยู่มากมายในแผ่นดินอียิปต์นั่นเอง


บางครั้งเทพเจ้าโอซิริสจะมีผิวสีเขียว ด้วยว่า พระองค์เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมและความอุดมสมบูรณ์ของพืชผลทางการเกษตร
ที่มาของภาพ


สีเขียว มีความหมายถึงความรุ่งเรือง มั่งคั่ง การมีสุขภาพที่ดี และยังหมายถึงพืชพันธุ์ ความอุดมสมบูรณ์และการมีชีวิตใหม่อีกด้วย ชาวอียิปต์โบราณผลิตสีเขียวจากแร่มาลาไคท์ หรือสินแร่ทองแดงตามธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจจะใช้ออกไซด์ของทองแดงและเหล็กผสมกับซิลิกาและแคลเซียมในการผลิตสีเขียวด้วยก็เป็นได้ จะเห็นได้ว่า ชาวอียิปต์โบราณนิยมนำแร่มาลาไคท์มาบดและทาขอบตาเพื่อความสวยงาม แถมยังเชื่อว่า พวกเขาจะได้รับพลังการปกป้องคุ้มครองจากเหล่าเทพีด้วยเช่นกัน


หินลาพิส ลาซูลี คือวัตถุดิบยอดนิยมในการผลิตชิ้นงานสีน้ำเงิน มีความหมายเกี่ยวกับสวรรค์และท้องฟ้า ที่มาของภาพ

สีน้ำเงิน แท้จริงแล้ว คำศัพท์ที่น่าจะหมายถึงสีน้ำเงินหรือสีฟ้าในภาษาอียิปต์โบราณก็มีเช่นกันคือคำว่า “อีรทีอู” (Irtyu) ซึ่งเป็นสีแห่งท้องฟ้าและผืนน้ำ นอกจากนั้นตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณแล้ว สีฟ้ายังเกี่ยวข้องกับสวรรค์และเวิ้งน้ำแห่งการก่อกำเนิดตามตำนานการสร้างโลกของชาวอียิปต์โบราณด้วย
ชาวอียิปต์โบราณผลิตสีฟ้าโดยใช้ออกไซด์ของทองแดงและเหล็กผสมกับซิลิกาและแคลเซียม บางครั้งก็จะมีการใช้สีน้ำเงินธรรมชาติของหินลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) มาผลิตเป็นชิ้นงานต่างๆ ด้วย สีแดง เป็นสีแห่งพลังอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเลือด ความรุนแรง เร่าร้อน ความโกรธแค้น ความยุ่งเหยิง ชาวอียิปต์โบราณผลิตสีแดงจากออกไซด์ของเหล็กและดินสีแดง ดังจะเห็นได้ว่า เทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและความสับสนอลหม่านอย่างเช่น เทพเซธ (Seth) ก็จะได้รับการแสดงภาพสีของเส้นผมและดวงตาด้วยสีแดง
ที่สำคัญก็คือ อาลักษณ์ชาวไอยคุปต์จะเขียนบันทึกเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดี หรือวันแห่ง
โชคร้ายต่างๆ เอาไว้บนกระดาษปาปิรัสโดยใช้หมึกสีแดงด้วยเช่นกัน


อาลักษณ์ชาวอียิปต์โบราณจะเขียนบางส่วนของข้อความด้วยหมึกสีแดง เพื่อเน้นความสำคัญ หรือบ้างก็สื่อถึงข้อความที่มีความหมายในเชิงลบหรือสิ่งไม่ดีต่างๆ ที่มาของภาพ

สีเหลือง สื่อความหมายถึงความเป็นนิรันดร์และอมตะ บางครั้งสีเหลืองกับสีขาวจะใช้ในความหมายถึงความบริสุทธิ์ได้เหมือนกัน และแน่นอนว่า สีทอง ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่ของสีเหลืองด้วย สีในกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงความงดงามและความทนทาน ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า เนื้อหนังมังสาของเทพเจ้านั้นทำมาจากทองคำ พวกเขาจึงนิยมฉาบรูปสลักเทพเจ้าด้วยทองคำ หรือบ้างก็ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบในการผลิตรูปสลักของเทพเจ้าเลยทีเดียว ส่วนวัตถุดิบในการผลิตสีเหลืองก็คือ ดินธรรมชาติที่มีสีออกเหลืองนั่นเอง


พระนางอาโมส-เนเฟอร์ตารี แสดงในศิลปะด้วยผิวสีดำ ไม่ได้หมายความว่า จริงๆ แล้ว นางมีผิวดำแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงแค่
การแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ตามแบบศิลปะของชาวอียิปต์โบราณเท่านั้นเอง


แนวคิดในการเลือกใช้สีที่แฝงไปด้วยนัยเช่นนี้ ทำให้นักอียิปต์วิทยาไม่สามารถตีความศิลปะของ
ชาวไอยคุปต์จากสีที่ปรากฏในศิลปะได้ทันทีเสมอไป แถมยังต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์และตีความเป็นพิเศษด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็เช่น ภาพของพระนางอาโมส เนเฟอร์ตารี (Ahmose-Nefertary) ที่ได้รับการแสดงออกในศิลปะด้วยผิวสีดำสนิทนั้น ไม่ได้สื่อว่า นางเป็นนิโกรผิวดำแต่อย่างใด เพราะช่างศิลป์เพียงแค่ต้องการที่จะสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์เอาไว้บนภาพสลักของนางก็เท่านั้นเอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.touregypt.net/featurestories/colors.htm
Website: https://www.ancient.eu/article/999/color-in-ancient-egypt
Website: http://ancientegyptonline.co.uk/colour.html
Website: https://www.thoughtco.com/colors-of-ancient-egypt-43718
Website: http://www.egyptianmyths.net/colors.htm
Website: http://www.mummies2pyramids.info/art-architecture/color-meanings.htm