Armies Weapons and Warfare

วีรกรรมทหารเยอรมัน ผู้สละชีพเพื่อช่วยชีวิตทหารอเมริกัน

กลางเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1944 กองทัพอเมริกันที่ 1 (U.S. 1st Army) พยายามรุกเข้าสู่ประเทศเยอรมัน แต่ทว่า ทั้งกองทัพต้องมาติดอยู่ตรงเมืองอาชีน (Achen) ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน กองพลทหารราบที่ 1 เคลื่อนกำลังเข้ามาเสริมให้กองทัพน้อยที่ 19 และกองทัพน้อยที่ 7 (ทั้งสองกองทัพน้อยเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองทัพอเมริกันที่ 1) ฝ่ายอเมริกันเปิดฉากบุกเข้าตีเมืองแห่งนี้ แต่กองกำลังเยอรมันในเมืองสามารถรบต้านทานอย่างทรหด จนทำให้ฝ่ายอเมริกันทำได้เพียงล้อมเมืองแห่งนี้เอาไว้


ทหารอเมริกันขณะกำลังสอบถามข้อมูลจากเชลยทหารเยอรมัน ที่มาของภาพ

วันที่ 14 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1944 กองทัพอเมริกันจำเป็นต้องล่าถอยกลับไปยังเมืองคอมเมอร์ไชท์
และการรบของอเมริกันยังคงยืดเยื้อต่อไป ดูเหมือนว่าในเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสมรภูมิ กองทัพอเมริกันเองก็อ่อนล้า และขาดแคลนยุทธปัจจัยหลายอย่าง
ซึ่งถูกส่งมาที่แนวหน้าล่าช้า กำลังพลทดแทนถูกส่งเข้ามาให้หน่วยทหารที่ปฏิบัติการรบอยู่ในแนวหน้า แต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้าศึกที่มากประสบการณ์

มีอยู่หลายครั้งที่กำลังพลทดแทนต้องเสียชีวิตจากการรบในระยะเวลาไม่นาน การขาดประสบการณ์และถูกนำโดยผู้บังคับบัญชาบางคน ที่ไม่เข้าใจสถานภาพของทหารของตนเองอย่างถ่องแท้ จึงทำให้เด็กใหม่เหล่านี้ต้องมาเสียชีวิตไปยังหน้าอนาถ


ทหารอเมริกันเดินผ่านซากศพทหารเยอรมันที่เสียชีวิตในป่าเฮิร์ทเกิน ที่มาของภาพ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายเยอรมันเอง แม้จะสามารถยันการรุกของอเมริกันเอาไว้ได้ แต่พวกเขาก็กำลังประสบปัญหา และขาดแคลนยิ่งกว่าฝ่ายอเมริกันเสียอีก โดยเฉพาะในเรื่องของกำลังรบ กว่า 5 ปีของสงคราม
คนหนุ่มเยอรมันนับล้านต้องสังเวยชีวิตทั้งในทวีปยุโรปและแอฟริกาเหนือ แม้แต่บางน่านน้ำหรือที่ไหนสักแห่งของมหาสมุทร เยอรมันกำลังขาดแคลนกำลังพล ถึงแม้จะมีการระดมกำลังทหารกองหนุน และรับสมัครทหารใหม่ ซึ่งส่งผลให้อายุของทหารเริ่มน้อยลง จนทำให้กองทัพเยอรมันมีแต่ทหารเด็ก หรือมีทหารที่อายุที่เกินเกณฑ์ จนดูเหมือนกองทัพจะมีกำลังพลที่เป็นเพียงแค่เด็กและคนชรา

ร้อยตรีฟรีดริซ เลงเฟลด์ ผู้บังคับกองร้อยที่ 2 และทหารของเขา เข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้กองร้อยของเขาประจำการระหว่างชไมด์ และ เฮิทเกน หน่วยของเขาร่วมรบเคียงข้างกับทหารจากกองพลยานเกราะที่ 116 พวกเขาสามารถขับไล่พวกอเมริกันให้ถอยกลับไปได้ พวกอเมริกันยังต้องกังวลกับการรุกโต้ตอบของฝ่ายเยอรมัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขากลัวว่า ฝ่ายเยอรมันจะระเบิดเขื่อนรูฮร์ ซึ่งจะทำให้น้ำจำนวนมหาศาล ไหลเข้าท่วมกองกำลังพันธมิตรที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่


ปืนใหญ่เยอรมันยิงถล่มที่มั่นข้าศึกจากฐานยิงในป่า ที่มาของภาพ

เพื่อไม่ให้พวกเยอรมันใช้แผนนี้หยุดยั้งการรุกของฝ่ายพันธมิตร พวกเขาจึงจำเป็นต้องเร่งรีบบุกเข้าไปในเฮิร์ทเกิน ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองและเขื่อนรูฮร์ ภูมิประเทศแถบนี้มีป่านานาพันธุ์อยู่หลายชนิด มันเจริญเติบโตขึ้นอย่างหนาแน่น ปกคลุมภูเขาและเนินเขารอบๆ บริเวณ ทหารเยอรมันจำนวน 2 กองพล ได้แก่
กองพลทหารราบที่ 275 และ 353 ภายใต้การบัญชาการของพลโทฮันส์ ชมิท ขุดหลุมตั้งรับและดัดแปลงภูมิประเทศที่ตนเองรักษาอยู่ พร้อมทั้งซ่อนพราง อาวุธหนักทั้งปืนใหญ่ปืนต่อสู้รถถัง และรถถัง รอตั้งรับการบุกของพวกอเมริกัน

นอกจากนี้ทหารเยอรมันเหล่านี้ยังรู้จัก ภูมิประเทศแถบนี้เป็นอย่างดี มีทหารหลายนายเป็นชาวบ้านในพื้นที่ พวกเขารู้เส้นทางและช่องทางต่างๆ เครื่องบินรบของอเมริกัน พยายามโจมตีที่มั่นของทหารเยอรมันเหล่านี้ แต่ผลของมันก็ลิดรอนกำลังพล หรือยุทโธปกรณ์ของเยอรมันได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ฝ่ายอเมริกันหวังเอาไว้ เครื่องบินตรวจการณ์มองไม่เห็นสิ่งใดที่อยู่ใต้ผืนป่าที่ปกคลุม การลาดตระเวนสอดแนมของกองกำลังทหารอเมริกันที่อยู่ในพื้นที่ มักจะลงเอยด้วยการถูกซุ่มโจมตี แต่ถึงกระนั้น กองทัพเยอรมันก็ยังเสียเปรียบเรื่องจำนวนทหารที่น้อยกว่าถึง 5 ต่อ 1

สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้ๆ กับสนามทุ่นระเบิดของเยอรมัน พวกเขาเรียกมันว่า วิลเดอ เซา (Wilde Sau) และมีโรงแรมร้างแห่งหนึ่ง แม้จะมีสภาพเสื่อมโทรม แต่มันก็เป็นที่พักพิงของทหารที่หาสถานที่หลบอากาศหนาว วันรุ่งขึ้น หน่วยของเลงเฟลด์ ต้องสูญเสียทหารสองนายจากการยิงของพลพลซุ่มยิง ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีอีกครั้ง

ต่อมาในเย็นวันนั้น ทหารราบอเมริกัน ได้บุกเข้ามาในพื้นที่และสามารถยึดโรงแรมเอาไว้ได้ ทำให้เลงเฟลด์ ต้องสูญเสียลูกน้องไปหลายนาย แต่เลงเฟลด์ก็รวมพลทหารใหม่อีกครั้ง เขาและลูกน้องบุกเข้าตีโต้ตอบพวกอเมริกัน จัดการขับไล่ทหารอเมริกันออกไปได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น ทหารอเมริกันพากันล่าถอยออกไปด้วยความสับสน พวกเขาไม่คิดว่าทหารเยอรมันที่ถอยออกไปแล้วจะรวมพลกลับมาจู่โจมพวกเขาอีกครั้งได้ แต่ขณะที่ฝ่ายอเมริกันพากันถอยหนีออกไป ก็มีทหารอเมริกันคนหนึ่ง วิ่งหนีตรงเข้าไปใน วิลเดอ เซา ซึ่งเป็นสนามทุ่นระเบิด

แต่ทหารของเลงเฟลด์ แม้จะขับไล่ข้าศึกออกไปได้อีกครั้ง แต่พวกเขาก็บาดเจ็บไปหลายนาย นอกจากนี้พวกเขายังถูกสภาพอากาศที่หนาวเย็นเล่นงาน ทหารบางนายป่วย และต้องทนหนาวเหน็บเพราะขาดแคลนเครื่องกันหนาว นอกจากนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน ทั้งอ่อนล้าและหิวโหย ทหารเยอรมันเหล่านี้แทบจะไม่มีแรงจะรบต่อแล้ว ทหารเยอรมันเข้าเคลียร์พื้นที่หลังการปะทะ เสียงปืนและระเบิดที่ดังอยู่เมื่อครู่ เงียบลง แต่มันถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องอันโหยหวนของทหารอเมริกันที่บาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดเยอรมัน ทหารอเมริกันผู้โชคร้ายคนนั้น นอนร้องครวญครางอยู่ในสนามทุ่นระเบิด เขาร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ หรือใครก็ได้ที่อยู่ในพื้นที่

เลงเฟลด์มองเห็นและได้ยินเสียงร้องอันหน้าเศร้านี้ มันทำให้เขาต้องออกคำสั่งที่ไม่น่าเชื่อว่านายทหารอย่างเขาจะกล้าสั่ง นั่นก็คือ “ห้ามยิงใส่ทหารอเมริกันที่บาดเจ็บ” และหากมีเสนารักษ์หรือทหารอเมริกันหวนกลับเข้ามาพยายามช่วยเหลือเพื่อนของเขาที่บาดเจ็บ ก็ห้ามยิงเป็นอันขาด คำสั่งของเลงเฟลด์ถูกปฏิบัติโดยลูกน้องของเขาทันที มีทหารอเมริกันบางคนที่บาดเจ็บและไปไหนไม่ได้ ถูกจับและได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีจากลูกน้องของเลงเฟลด์ มันเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้เขาต้องขึ้นศาลทหาร แต่เขากลับออกคำสั่งที่เป็นการกระทำซึ่งตรงกันข้าม ของการทำสงครามในขณะนั้น


ร้อยตรีฟรีดริซ เลงเฟลด์ ที่มาของภาพ

หลายชั่วโมงผ่านไป ไม่มีทหารอเมริกัน หรือเสนารักษ์อเมริกันคนใด พยายามเข้ามาช่วยเพื่อนทหารที่บาดเจ็บคนนี้เลย เสียงร้องขอความช่วยเหลือของทหารอเมริกันที่บาดเจ็บคนนี้ ค่อยๆ เบาเสียงลง มันเป็นสิ่งที่คาดเดาได้เลยว่า อีกไม่นานเขาคงจะหมดลมหายใจแน่นอน แต่แล้วร้อยตรีเลงเฟลด์ก็ลงมือกระทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาตัดสินใจเข้าไปช่วยทหารอเมริกันคนนี้ออกมาจากสนามทุ่นระเบิด ทหารเสนารักษ์เยอรมัน และหมู่ปืนกล ติดตามเขาเข้าไปช่วยทหารข้าศึกคนนี้ หมู่ปืนกลตั้งปืนเตรียมพร้อมยิงคุ้มกันเขา และทหารเสนารักษ์เคลื่อนพลตามเลงเฟลด์เข้าไป

เลงเฟลด์ต้องเสี่ยงทุกย่างก้าวเข้าไปยังสนามทุ่นระเบิดของฝ่ายตนเอง ชีวิตของเขาในวินาทีนั้น โอกาสที่เขาจะหมดลมหายใจเพราะลูกปืนหรือทุ่นระเบิดมีสูงมาก แต่เลงเฟลด์ก็ยังมุ่งมั่นที่จะเดินฝ่าอันตรายเข้าไป เพื่อไปช่วยทหารข้าศึก ซึ่งในนาทีนั้น เขาคือ เพื่อมนุษย์คนหนึ่งที่แลงเฟลดต้องช่วยออกมาให้พ้นจากอันตรายให้ได้ ย่างก้าวเย้ยมัจจุราชของเขาค่อยก้าวออกไปทีละก้าว ลูกน้องของเขาทุกคนได้แต่ภาวนาให้เขาทำสำเร็จ ความกดดันต่อสถานการณ์ และความกังวลใจต่างๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าเลงเฟลด์ผู้เปี่ยมเมตตาจะมีความตั้งใจอย่างสูงส่งที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกๆ สิ่งในวันนั้น ไม่เป็นใจให้เกิดปาฏิหาริย์ใดๆ เลย ย่างก้าวแห่งมรณะก้าวหนึ่งของเลงเฟลด์เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดแบบเอสไมน์ (S mine) เข้าอย่างจัง มันระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ เมื่อควันและเสียงจางหาย ทุกคนในบริเวณนั้นเรียกสติกลับคืนมา พวกเขาก็พบว่าเลงเฟลด์กลายเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิดของฝ่ายเดียวกันเอง ร่างของเขามีแผลเหวอะหวะ เลือดจำนวนมากกำลังไหลอกมาจากบาดแผลนั้น ทหารเสนารักษ์รีบเสี่ยงตายเดินตามทางเดินที่เลงเฟลด์เดินเข้าไปเพื่อดึงร่างเขาออกมา


อนุสรณ์รำลึกวีรกรรมของร้อยตรีเลงเฟลด์ ถูกสร้างโดยทหารอเมริกัน ณ บริเวณที่เขาพยายามเข้ามาช่วยทหารอเมริกัน ที่มาของภาพ

ทหารเยอรมันรีบนำตัวเลงเฟลด์กลับไปยังสถานีพยาบาล แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว เขามีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งโดยเฉพาะที่ลำตัว มีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดเจาะร่างเป็นรูขนาดใหญ่ถึงสองรู ร่างกายของเลงเฟลด์เสียเลือดมาก แม้จะมีความพยามปฐมพยาบาลและยื้อชีวิตเขาเอาไว้ รวมทั้งส่งต่อไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามได้ทัน แต่ในเย็นวันนั้น เขาก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลง

การกระทำของร้อยตรีเลงเฟลด์ ได้รับการกล่าวขานในหมู่ทหารเยอรมัน โดยเฉพาะลูกน้องของเขา และถูกเล่าขานต่อในหมู่เชลยศึกที่อยู่ในการควบคุมจากหน่วยของเลงเฟลด์ ซึ่งแม้แต่ข้าศึกก็ยังให้การยกย่องถึงวีรกรรมของเขา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันที่ร่วมรบในสมรภูมิแห่งนี้ กลับมาที่ตรงจุดที่เลงเฟลด์พยายามจะเข้าไปช่วยทหารอเมริกันที่บาดเจ็บ และสร้างอนุสรณ์รำลึกถึงเขาไว้ ณ ที่ตรงนั้น พร้อมกับเขียนข้อความเพื่อเชิดชูการกระทำของเขาเอาไว้ว่า “ไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า ผู้ที่สละชีวิตของตนเองเพื่อศัตรูของเขา”


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://de.wikipedia.org/wiki/Friedrich_Lengfeld
Website : https://www.warhistoryonline.com/war-articles/hurtgen-forest-the-heroic-german-officer-killed-in-a-minefield-trying-to-save-an-american.html
Website : http://www.ww2incolor.com/german/Friedrich_Lengfeld.html
Website : http://1-22infantry.org/history4/lengfeld.htm
Website : https://www.tracesofwar.com/sights/640/Friedrich-Lengfeld-Memorial.htm