World Clvilization

โรมันสร้างถนนเพื่อครองโลก

ถนนถือเป็นเส้นเลือดของกรุงโรมสมัยโบราณ ในช่วงเวลากว่า 700 ปี ชาวโรมันตัดถนนอย่างดีมากกว่า 88,500 กิโลเมตรไปทั่วยุโรป ยาวพอที่จะวนรอบโลกได้ถึง 2 เท่า (เส้นรอบวงโลก คือ 40,075 กิโลเมตร) ความน่าพิศวงด้านวิศวกรรมช่วยให้สามารถส่งสินค้า ทหารและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไปทั่วจักรวรรดิ อีกทั้ง
ถนนยังมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างของกรุงโรมในแถบเมดิเตอเรเนียนอีกด้วย


ถนนโรมัน ที่มาของภาพ

บทความนี้นำเสนอเหตุผล 8 ข้อที่อธิบายว่า เหตุใดถนนโรมันจึงช่วยสร้างเอกภาพในโลกโบราณขึ้นมาได้

1. ถนนเป็นปัจจัยสำคัญของอำนาจกองทัพโรมัน
ถนนเส้นหลักที่ชาวโรมันตัดขึ้น คือ ถนนแอปเปียน (Appian Way) อันมีชื่อเสียงที่ได้รับการขนานนามว่า “ราชินีแห่งถนนทั้งปวง” นั้น ตัดขึ้นเมื่อปี 312 ก่อนคริสต์ศักราช เพื่อเป็นเส้นทางเสริมระหว่างสาธารณรัฐโรมันกับรัฐพันธมิตรในคาปัว (Capua) ในสงครามแซมไนท์ครั้งที่ 2 นับแต่นั้นมาระบบถนนก็มักจะเกิดขึ้นตามดินแดนที่โรมันพิชิตมาได้ เมื่อกองทหารโรมันเคลื่อนไปทั่วยุโรป พวกเขาก็ตัดถนนหลวง (highway) สายใหม่ ๆ ขึ้นมาเชื่อมเมืองที่ยึดครองกับกรุงโรมแล้วสถาปนาเมืองนั้น ๆ ให้เป็นอาณานิคมต่อไป เส้นทางเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่ากองทัพโรมันจะได้เปรียบศัตรูในแง่การเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่า ดังจะเห็นได้ว่าถนนช่วยลดเวลาการเดินทางและความเหนื่อยล้าของกำลังพลได้ กองทหารเดินเท้าของโรมันเคลื่อนที่ได้ประมาณวันละ 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) เพื่อจัดการกับผู้รุกรานจากภายนอกและการก่อความไม่สงบในจักรวรรดิ แม้แต่พื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดของโรมันก็อาจคาดหวังการมาถึงของกำลังเสริมได้ในกรณีฉุกเฉิน
อันเป็นการลดความจำเป็นที่ต้องสร้างป้อมรักษาการณ์ขนาดใหญ่และเสียค่าใช้จ่ายมากไว้ตามบริเวณพรมแดน


ถนนแอปเปียน ที่กรุงโรม ที่มาของภาพ 

 2. ถนนโรมันมีประสิทธิภาพมาก
ถนนโรมันได้รับการออกแบบให้รองรับการเดินทางที่รวดเร็ว จึงมักพบว่ามีการตัดถนนเป็นเส้นตรงผ่านไปตามพื้นที่ในชนบท ช่างสำรวจ หรือ “โกรมาติชี” (gromatici) เริ่มกระบวนการตัดถนนด้วยการใช้หลักไม้กำหนดทิศทางของถนนอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ถนนที่ตรงที่สุดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ผลก็คือถนนมักจะตัดตรงขึ้นไปตามเนินเขา มีการสร้างสะพานเล็ก ๆ และอุโมงค์เพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางดังกล่าวจะตัดข้ามแม่น้ำหรือทะลุผ่านภูเขาไปโดยไม่ต้องอ้อม (ให้เสียเวลา) แต่หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวถนน ชาวโรมันนิยมเลือกการเลี้ยวแบบโค้งหักศอก และทำเส้นทางคดเคี้ยวมากกว่าการทำทางโค้งเพื่อรักษาเส้นทางตรงแบบ “การพุ่งของธนู” เอาไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้คือ ถนนฟอสซีเวย์ (Fosse Way) ในอังกฤษที่มีการเปลี่ยนแนวถนนเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากถนนทั้งหมดที่เป็นเส้นตรงเกือบ 289 กิโลเมตร


ภาพมุมสูงของถนนฟอสซีเวย์ในอังกฤษจะเห็นลักษณะการตัดถนนค่อนข้างตรงของโรมันที่มาของภาพ

3. ผลงานวิศวกรรมชั้นเยี่ยม
ชาวโรมันใช้วัสดุทุกอย่างที่หาได้มาทำถนนซึ่งได้รับการออกแบบมาให้แบ่งเป็นชั้น ๆ เพื่อความยืดหยุ่นและราบเรียบเสมอกัน คนงานเริ่มด้วยการขุดร่องขนาดลึก 3 ฟุตแล้วยกกั้นเป็นขอบขนาดเล็กตลอดแนวถนน ส่วนพื้นล่างสุดของถนนมักจะถมด้วยดินและปูนขาวหรือทรายแล้วปิดทับด้วยหินก้อนเล็ก ๆ จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการชั้นฐานรากที่ประกอบด้วยหินที่ทุบเป็นก้อน ๆ หรือกรวดกับซีเมนต์ที่ผสมจากหินปูน สุดท้ายเป็นผิวถนนที่ใช้กรวด หินแม่น้ำ ก้อนแร่เหล็กหรือหินภูเขาไฟที่แข็งตัวแล้วมาเรียงเข้าด้วยกันกันอย่างประณีต ผิวถนนจะทำให้โค้งโดยมีร่องให้น้ำระบายออกไปข้าง ๆ ได้ง่าย และในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกถึงกับมีการทำคันดินยกสูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมถนน



โครงสร้างถนนโรมัน ที่มาของภาพ

4. หาตำแหน่งได้ง่าย
เมื่อต้องเดินทางไปตามถนนในสมัยโรมัน นักเดินทางที่ไม่มั่นใจว่าตนไปในเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่จะสังเกตจากหลักบอกระยะทางที่เหมือนกับเครื่องหมายบนถนนเชื่อมระหว่างเมืองในปัจจุบัน หลักที่ว่านี้เป็นหินบอกระยะทางจากเมืองที่ใกล้ที่สุดเป็นระยะทาง (1 ไมล์โรมัน เท่ากับ 1.479 กิโลเมตร) ที่เขียนด้วยตัวเลขโรมันพร้อมคำแนะนำถึงจุดที่นักเดินทางสามารถหยุดพักได้ นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลว่าถนนดังกล่าวตัดขึ้นเมื่อใด โดยใครและซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อใด ยิ่งกว่านั้นเพื่อทำให้คำว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” เป็นจริงขึ้นมา จักรพรรดิเอากุสตุสถึงกับสร้าง “หลักไมล์ทองคำ” (golden milestone) ตั้งไว้ที่จัตุรัสกรุงโรม (Forum) โดยทำขึ้นจากสัมฤทธิ์หุ้มทองคำเพื่อบอกระยะทางจากหลักดังกล่าวไปยังประตูเมืองต่าง ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบถนนในจักรวรรดิโรมัน อีกด้วย


หลักไมล์ทองคำ ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน ที่มาของภาพ


หลักหินบอกระยะทางสมัยโรมัน ปัจจุบันอยู่ที่เมืองเปเนดา-เกเรส ประเทศโปรตุเกส ที่มาของภาพ

5. มีเครือข่ายจุดพักและโรงแรมข้างถนน
นอกจากหลักบอกระยะทางแล้ว ถนนโรมันยังมีโรงแรมที่ดำเนินการโดยรัฐและสถานีพักระหว่างทางตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ จุดพักที่พบได้บ่อยที่สุดคือสถานีเปลี่ยนม้าที่ตั้งอยู่ทุก ๆ 10 ไมล์โรมัน
(ประมาณ 15 กิโลเมตร) บนเส้นทางส่วนใหญ่ สถานีเปลี่ยนม้านี้ประกอบด้วยคอกม้าซึ่งนักเดินทางของรัฐจะเปลี่ยนม้าหรือลาที่ขี่มาที่นี่ การเปลี่ยนม้ามีความสำคัญต่อคนนำสารของจักรวรรดิอย่างมากเพราะต้องส่งข่าวสารข้อมูลและเก็บภาษีไปทั่วพื้นที่จักรวรรดิด้วยความเร็วสูงมาก การมีจุดพักเป็นระยะ ๆ ตลอดเส้นทางทำให้คนนำสารเดินทางได้ไกลถึงวันละเกือบ 90 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีโรงแรมริมทางตั้งอยู่ทุก ๆ
20 ไมล์โรมัน (ประมาณ 30 กิโลเมตร) ที่ให้บริการที่พักแบบง่าย ๆ แก่คนและสัตว์ รวมทั้งอาหารการกิน
การซ่อมแซมพาหนะหรือแม้แต่การจัดหาหญิงโสเภณีเพื่อบริการผู้มาพัก

6. มีการป้องกันอย่างดี
เพื่อป้องกันโจรผู้ร้ายที่ลักขโมยหรือดักปล้นกลางทาง ถนนโรมันส่วนใหญ่จึงมีทหารหน่วยพิเศษของจักรวรรดิที่เรียกว่า “สตาติโอนาริอี” ( stationarii) และ “เบเนฟิซิอาริอี” ( beneficiarii) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายตำรวจที่อยู่ตามจุดพักและหอคอยสังเกตการณ์ทั้งในจุดที่มีการเดินทางคับคั่งและพื้นที่ห่างไกลเพื่อช่วยเหลือนักเดินทาง ถ่ายทอดข่าวสารและจับตาทาสที่หลบหนี อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นคนเก็บค่าผ่านทาง
(toll collector) อีกด้วย ทั้งนี้ ถนนโรมันก็เหมือนกับถนนหลายสายในปัจจุบันที่ไม่สามารถใช้งานได้หากไม่จ่ายค่าธรรมเนียมใช้ทางหรือค่าผ่านทางเสียก่อน ดังนั้น จึงต้องมีกองกำลังหรือหน่วยที่ทำหน้าที่เฝ้าคอยเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีจากสินค้าในจุดที่เป็นสะพาน ช่องเขาหรือเขตรอยต่อระหว่างเมือง

7. เห็นพัฒนาการของจักรวรรดิ
ระบบถนนโรมันที่นักวิชาการรู้จักส่วนใหญ่มาจากหลักฐานสำคัญชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ เรียกชื่อว่า
แผนที่พิวทิงเกอร์ (Peutinger Table) ซึ่งตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ผู้ครอบครอง คือ คอนราด พิวทิงเกอร์
(Konrad Peutinger) ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าวเป็นฉบับที่คัดลอกขึ้นมาในศตวรรษที่ 13 จากแผนที่ฉบับเดิมของโรมันที่เขียนขึ้นในราวศตวรรษที่ 4 เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ความยาว 22 ฟุต มีการลงสีพร้อมรายละเอียดสถานที่ต่าง ๆ นับพันรายชื่อ แต่ละเมืองนอกจากจะมีชื่อและรูปบ้านหลังเล็ก ๆ แล้ว ยังมีจุดที่บอกตำแหน่งประภาคาร สะพาน โรงแรม อุโมงค์และระบบถนนหลวงของโรมัน พร้อมกันนี้ยังมีรายชื่อถนน
ระยะทางระหว่างเมืองต่าง ๆ และจุดสำคัญ ๆ แต่นักวิชาการยังถกเถียงกันอยู่ถึงวัตถุประสงค์ในการทำแผนที่นี้ขึ้นมา บ้างก็ว่าเป็นแผนที่นำทางสำหรับการเดินทางสำคัญ ๆ ของจักรวรรดิ ขณะที่มีข้อเสนอว่าอาจใช้สำหรับประดับในพระราชวังของจักรพรรดิโรมันก็เป็นได้


ส่วนหนึ่งของแผนที่พิวทิงเกอร์ ที่มาของภาพ

8. คงทนจนปัจจุบัน
ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดและการก่อสร้างที่ใส่ใจในรายละเอียด ถนนโรมันจึงยังคงไม่มีประดิษฐกรรมทางวิศวกรรมใดเทียบได้จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 แต่ขณะที่ถนนลาดยางสมัยใหม่อาจให้การขับขี่ที่ราบรื่นกว่า แต่ถนน วีอาโดมิทิอานา (Via Domitiana) หรือถนนแอปเปียนของโรมันเมื่อ 2,000 ปีก่อนกลับได้ชื่อว่ามีความคงทนสูงกว่าถนนสมัยใหม่แน่นอน ถนนโรมันส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นทางสายหลักอยู่จนกระทั่งปัจจุบันและถนนบางสาย เช่น ถนน วีอา ฟลามีนีอา (Via Flaminia) และถนนฟอสซีเวยของอังกฤษ ก็ยังคงรองรับรถยนต์ จักรยานและการเดินเท้า ตลอดจนเป็นเส้นทางคู่ขนานไปกับทางหลวงสมัยใหม่ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ยังมีการใช้งานมรดกทางวิศวกรรมโรมันอยู่จนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสะพาน อุโมงค์และสะพานท่อน้ำ (aqueducts)

สะพานท่อน้ำตามแนวถนนแอปเปียนในอังกฤษ ที่มาของภาพ 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.history.com/news/history-lists/8-ways-roads-helped-rome-rule-the-ancient-world
http://www.ancient-origins.net/history/built-last-craftsmanship-enabled-roman-roads-withstand-passage-time-007523?nopaging=1
https://www.unrv.com/culture/roman-road-construction.php
http://www.crystalinks.com/romeroads.html