Oriental World

ขุนศึกโฉดกับปฏิบัติการปล้นสุสานซูสีไทเฮา

ในยุคสาธารณรัฐ (ยุคหมินกว๋อ) แผ่นดินจีนมิได้เป็นปึกแผ่น แต่ถูกควบคุมโดยขุนศึกต่างๆ ที่ปกครองดินแดนของตนเองราวกับเป็นแม่ทัพมณฑลทหาร แต่มีอำนาจเด็ดขาดทั้งการทหารและการเมือง
"มณฑลทหาร" ที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคืออาณาจักรย่อยๆ ของบรรดาขุนศึกในยุคหมินกว๋อนั่นเอง

ขุนศึกเหล่านี้บางคนเป็นวีรชน บางคนเป็นยอดฝีมือ บางคนรักชาติยิ่งชีพ บางคนขายชาติอย่างน่าละอาย และบางคนโสมมสิ้นดี หนึ่งในขุนศึกที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุดคนหนึ่งคือ ซุนเตี้ยนอิง (孙殿英)

วีรกรรมวีรเวรที่ทำให้ชาวจีนจดจำชื่อของซุนเตี้ยนอิงได้มากที่สุดคือ การนำทัพบุกปล้นสุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝั่งตะวันออก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1928

สุสานราชวงศ์ชิงนั้นไม่เหมือนราชวงศ์อื่น เพราะแบ่งออกเป็น 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ที่เมืองอี้เซี่ยน มณฑลเหอเป่ย เรียกว่า สุสานชิงตะวันตก อีกแห่งอยู่ที่เมืองจุนฮั่ว มณฑลเหอเป่ย เรียกว่า สุสานชิงตะวันออก


สุสานชิงเซี่ยวหลิง เป็นสุสานหลวงของพระเจ้าซุ่นจื้อ แห่งราชวงศ์ชิง สร้างขึ้นในปีซุ่นจื้อที่ 18หรือค.ศ. 1661แล้วเสร็จ
ในปีคังซีที่ 1หรือ 1662สุสานแห่งนี้รอดพ้นจากการปล้นชิงของซุนเตี้ยนอิง ขุนศึกสมัยสาธารณรัฐที่บุกเข้าปล้นสุสานหลวงราชวงศ์ชิง


สุสานชิงตะวันออก หรือ ชิงตงหลิง (清東陵) เป็นที่ตั้งของหมู่สุสานใหญ่ประกอบไปด้วยสุสานหลวงของฮ่องเต้ 5 พระองค์ ฮองเฮา 15 พระองค์ พระสนม 136 พระองค์ อ๋อง 3 องค์ และเจ้าหญิงอีก 2 องค์
ในบรรดาสุสานฮ่องเต้ทั้ง 5 คือ ซุ่นจื้อ คังซี เฉียนหลง เสียนเฟิง และถงจื้อ ล้วนแต่สร้างอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มีแนวกำแพง อาคารน้อยใหญ่ ศาลบวงสรวง และเนินดินฮวงซุ้ย ซึ่งเป็นที่เก็บพระศพและทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมาย

สุสานหลวงของจีนนั้นมักถูกปล้นมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่หากยังหาทางเข้าคลังสมบัติไม่พบ ก็มักถูกขุดจนพรุน มีเพียงสุสานราชวงศ์หมิงที่รอดการปล้นชิงมาได้ อย่างไรก็ตาม การปล้นสุสานหลวงไม่ใช่เรื่องดีงามนัก แม้จะเป็นศัตรูกันก็ตาม เพราะชื่อจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนต่ำช้า มีการกระทำเยี่ยงโจรปล้นสุสาน ซึ่งเป็นอาชญากรชั้นต่ำ

ซุนเตี้ยนอิง เป็นทั้งนักฆ่าและอาชญากรชั้นต่ำ ไม่แยแสคุณธรรมจรรยาใดๆ ทั้งสิ้น ในช่วงเช้าของวันที่ 28 มิถุนายน 1928 ขุนศึกซุนได้นำกองกำลังทำการยึดพื้นที่สุสานหลวงไว้ ซึ่งเดิมนั้นเป็นพื้นที่ควบคุมของ
ขุนศึกจางจั้วหลิน แต่แทนที่จะควบคุมพื้นที่ไว้เฉยๆ ขุนศึกซุนกลับสั่งให้ทหารดำเนินการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางเข้าสุสานที่ฝังพระศพ โดยทำการซ้อมรบเพื่อปิดบังอำพราง ทั้งยังห้ามผู้อื่นเข้ามาในบริเวณนั้น อ้างว่า "เพื่อพิทักษ์สุสานหลวง"


โลงพระศพของพระเจ้าชิงเกาจง หรือ พระเจ้าเฉียนหลง ในสุสานหลวงชิงอวี้หลิง (清裕陵)

จากนั้นก็ทำการบุกเข้าไปปล้นสุสานของพระนางซูสีไทเฮากับพระเจ้าเฉียนหลงกันอย่างไม่เกรงใจเจ้าของสถานที่ หน่วยของหานต้าเป่า บุกเข้าปล้นสุสานพระเจ้าเฉียนหลง ช่วงชิงทุกอย่างที่หยิบติดมือมาได้
แล้วโยนพระอัฐิของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ทิ้งลงกับพื้นโคลนตม ไม่มีใครทราบได้ว่า หานต้าเป่าได้อะไรไปบ้าง
แต่อนุมานจากยุคสมัยอันร่ำรวยของเฉียนหลงแล้ว คงได้ทั้งทรัพย์มหาศาลและงานศิลป์ชั้นเลิศไป

ที่น่าตื่นเต้นกว่าการบุกสุสานเฉียนหลง คือการบุกสุสานของซูสีไทเฮา ศัตรูอันดับหนึ่งของพวกนิยมสาธารณรัฐ

หน่วยของถานเวินเจียง ทำการบุกรุกสุสานของพระนางซูสีไทเฮา เมื่อเปิดโลงพระศพทหารของขุนพลซุนพยายามจะกระทำลามกกับพระศพ แต่ขุนพลห้ามปรามไว้ ส่วนอีกกระแสหนึ่งอ้างว่า ทหารเปิดโลงพระศพแล้วคิดจะกระทำมิดีมิร้าย แต่ครั้นเปิดโลงได้ไม่นานอากาศจากภายนอกเข้าไป พระศพเน่าเปื่อยลงอย่างรวดเร็วเหลือแต่โครง ไม่อาจกระทำบัดสีได้อีกต่อไป

ข่าวลือนี้เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์บอกเล่าข่าวร่วมสมัย ซึ่งไม่อาจเชื่อถือได้ แต่ที่เชื่อถือได้คือ หลักฐานที่เกิดขึ้น พระศพถูกรื้อค้นไม่มีชิ้นดี รื้อหมดแม้กระทั่งฉลองพระองค์ชั้นใน ส่วนทหารในหน่วยของซุนเตี้ยนอิงเคยสารภาพว่า ตอนที่บุกรุกสุสานได้มีการยกพระศพออกมาวางกับพื้น (ที่จริงโยนออกมา) เพื่อค้นหาของมีค่า ใช้ดาบปลายปืนบั่นพระศอเพื่อค้นหาไข่มุกพันปี ส่วนพระศพก็แห้งลงมากแล้ว ไม่มีการกล่าวถึงความคิดจะกระทำอนาจารต่อพระศพ


พระศพของพระนางซูสีไทเฮา เมื่อครั้งถูกเปิดออกคราวถูกปล้นชิง ปี 1928และในการสำรวจโดยทางการในอีกหลายปีต่อมา
แสดงส่วนพระวรกายในโลงพระศพที่เปิดออก ส่วนพระกายที่พระภูษาถูกปลดออกไป และส่วนพระเศียร / ภาพจาก - เหรินหมินรื่อเป้า


การปล้นสุสานครั้งนั้นสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วประเทศจีนและทั่วโลก มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเจียงไคเช็คเอาผิดซุนเตี้ยนอิง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีการจัดการใดๆ ลือกันว่า เพราะภริยาผู้ทรงอิทธิพลของ
เจียงไคเช็ค คือ ซ่งเหม่ยหลิง ได้ของปิดปากไป คือไข่มุกพันปีที่เคยบรรจุในพระโอษฐ์ของพระนางซูสีไทเฮา
เป็นของล้ำค่าในตำนานที่ผู้คนกล่าวขวัญถึง แต่ซ่งเหม่ยหลิงนำมุกดาล้ำค่ามาประดับที่รองเท้าของนาง

แต่ต้องย้ำว่านี่เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น...

สำหรับซุนเตี้ยนอิง หลังจากปล้นสุสานแล้ว ก็ยังโลดแล่นช่วงชิงอำนาจในสงครามกลางเมืองต่อไป
จนกระทั่งในปี 1947 ถูกกองทัพปลดปล่อยประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จับตัวได้ และเสียชีวิตในปีถัดมาระหว่างการถูกควบคุมตัว ที่เขตเมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานจัดการสุสานชิงตงหลิง (สุสานราชวงศ์ชิงฝั่งตะวันออก) เปิดเผยว่า จะจัดสรร
งบประมาณบูรณะสุสานหลวงครั้งใหญ่ เนื่องจากสุสานในกลุ่มนี้มีความสำคัญยิ่งยวด แต่ถูกทำลาย ปล้นชิงหลายครั้ง โดยเฉพาะสุสานของพระเจ้าเฉียนหลง และสุสานติงตงหลิงของพระนางฉือสี่ หรือซูสีไทเฮา ที่มีความหรูหราอลังการ สมบัติล้ำค่ามากมาย แต่ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถูกขุนพลซุนเตี้ยนอิง
ปล้นชิง ทำลายพระศพ แม้สมบัติชิ้นเล็กชิ้นน้อยจะถูกปล้นไป แต่ตัวสุสานอันเป็นสถาปัตยกรรมล้ำค่ายังคงอยู่ และจำเป็นต้องบูรณะซ่อมแซม


หอบวงสรวงด้านใน หรือ หมิงโหลว ของสุสานผู่ถัวอวี้ ติ้งตงหลิง

ในเวลาต่อมา ผู้เชี่ยวชาญของสุสานหลวงชิงตงหลิง ได้ทำการสำรวจสิ่งล้ำค่าในทางโบราณคดีที่ยังเหลืออยู่ในสุสาน ผู่ถัวอวี้ ติ้ง ตงหลิง หรือ สุสานของพระนางซูสีไทเฮา (菩陀峪定東陵) และได้เปิดเผยว่า สภาพพระศพของพระนางซูสีไทเฮา ได้กลายเป็นศพแห้ง หรือมัมมี่แล้ว พระวรกายมีความสูงราว 153 ซม. หดลงจากเดิม 9 ซม. พระอุระ (หน้าอก) มีรอยแยก ขนาดพระบาทเท่ากับรองเท้าขนาดเบอร์ 38

แสดงว่า พระองค์มิได้ทรงรัดเท้าให้เล็กเหมือนสตรีจีนทั่วไป ตามธรรมเนียมของหญิงชาวแมนจูที่จะไม่รัดเท้า มีแต่หญิงชาวฮั่นเท่านั้นที่รัดเท้าให้ "สวยเหมือนดอกบัวตูม"

นี่เป็นความลับเกี่ยวกับพระศพของสตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนสุดท้ายแห่งยุคศักดินาจีน