World Clvilization

พิธีแต่งงานแบบโรมัน: ความสืบเนื่องกับปัจจุบัน

ช่วงนี้ผมได้รับข่าวสารและการ์ดเชิญไปงานแต่งงานบ่อย ๆ ที่ไปร่วมได้ก็ไป ที่ไปไม่ได้ก็แสดงความยินดีแก่ผู้บ่าวสาวผ่านช่องทางต่าง ๆ ตามที่จะมีโอกาส

เมื่อพูดถึงงานแต่งในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ การมีดอกไม้ ขนมเค้ก (หรือคัพเค้ก) การสวมแหวน ตลอดจนเพื่อนเจ้าสาวเจ้าบ่าวแต่งกายด้วยชุดที่สรรหากันมาให้เข้ากันเป็นทีมนั้น คงเป็นที่ชินตาจนไปแล้ว

แต่ใครจะรู้บ้างว่าบรรดาข้าวของที่ใช้ในงานแต่งนั้นมีร่องรอยรากฐานของศาสนาโบราณของโรมันมาก่อนที่ชาวคริสต์จะ “เก็บรักษา” และปรับปรุงจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ปัจจุบันแพร่กระจายไปทั่วโลก


การแต่งงานสมัยใหม่แบบคริสต์ แต่ใช้โรงอาบน้ำโบราณสมัยโรมันในอังกฤษเป็นสถานที่จัดงาน ที่มาของภาพ

พิธีกรรมในการแต่งงาน (แบบฝรั่ง - ผมขอเรียกอย่างนี้ก็แล้วกัน) มีรากฐานมาจากสมัยโรมันโบราณ
ซึ่งตามกฎหมายโรมัน การแต่งงานมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

1. ‘Usus’ เป็นการแต่งงานแบบที่คู่สมรสอยู่กินกันโดยไม่ได้แต่งงานเป็นเวลา 2 ปีขึ้นไปและไม่ได้แยกจากกันเกิน 3 คืน กฎหมายถือว่าทั้งคู่แต่งงานกันแล้วโดยชอบตามกฎหมาย เหตุที่กฎหมายต้องกำหนดเช่นนี้เพราะมีความสำคัญต่อทั้งการรับมรดกและความชอบด้วยกฎหมายของบุตรที่เกิดมาด้วย เนื่องจากความเป็นพลเมืองโรมันนั้นขึ้นอยู่กับผู้เป็นบิดาและหญิงที่มาเป็นภรรยา (มารดา) นั่นเอง

2. ‘Coemptio’ เป็นการแต่งงานแบบมาตรฐาน ในวันแต่งงาน เจ้าสาวจะสวมเสื้อผ้าสีขาวและนำของเล่นที่เธอเคยเล่นตอนเป็นเด็กทิ้งไปให้หมด บรรดาเพื่อน ๆ ของเธอจะนำสายหรือแถบผ้ารัดไว้ที่เอวเจ้าสาวซึ่งจะมีเพียงเจ้าบ่าวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ปลดออกได้ เอกสารโบราณมีข้อมูลว่าผู้หญิงชอบผูกสายรัดเอวนี้ให้เป็น “เงื่อนของอาคิลีส” (Achilles knot) ซึ่งเป็นเงื่อนที่แกะออกยากมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อยั่วโมโหเจ้าบ่าวผู้ร้อนรนในคืนวันส่งตัว

เมื่อมาถึงห้องพิธี เจ้าสาวจะถูกนำตัวเข้าไปข้างใน หญิงสาวที่ติดตามจะเดินเข้าไปก่อนแล้วโรยกลีบดอกไม้ลงบนพื้นเพื่อเป็นการทำทางเดินของเจ้าสาวให้บริสุทธิ์อย่างเดียวกับการแต่งงานที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นเจ้าสาวจะเดินเข้าสู่ห้องหรือสนามประกอบพิธี โดยมีบิดาของทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมจนเสร็จพิธี


ผู้เป็นบิดาของแต่ละฝ่ายต้องอยู่ร่วมในพิธีจนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย ธรรมเนียมของโรมันเช่นนี้ยังมีอยู่จนพิธีแต่งงานแบบคริสต์ถึงปัจจุบัน ที่มาของภาพ

เมื่อคู่บ่าวสาวพร้อมแล้ว เจ้าสาวจะกล่าวว่า “เจ้าอยู่ไหนไกอุส ข้าคือไกอา” เจ้าบ่าวจะตอบตามที่มีธรรมเนียมว่า “เจ้าอยู่ไหน ไกอา ข้าคือไกอุส” เป็นอันเสร็จพิธีและถือว่าการพูดแค่นี้ (ย้ำว่าแค่นี้จริง ๆ) ทำให้ทั้งคู่สมรสกันเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ฉลองการแต่งงานอย่างครึกครื้น และอาจมีเสียงเตือนเจ้าบ่าวว่าอย่าดื่มมากนักที่ยังคงพบได้แม้ในงานแต่งงานทุกวันนี้

หลังรับประทานอาหาร เจ้าบ่าวจะส่งรถม้าที่ตกแต่งด้วยใบไม้เขียวขจีมารับผู้เป็นภรรยาแล้วนำเธอไปยังบ้านของเขา ก่อนเข้าบ้านจะต้องถวายเหรียญกษาปณ์บูชาเทพประจำท้องถิ่น (ไหน ๆ ก็จะมาอยู่กับเขาแล้วก็ต้องขอให้เทพคุ้มครองไว้ก่อน เรียกว่าไปลามาไหว้แบบโรมัน นั่นเอง)

มีการถือคบเพลิงนำหน้าเจ้าสาวก่อนเข้าบ้านซึ่งเมื่อดับแล้ว (คาบเพลิงนี้เป็นสัญลักษณ์
แทนเทพไฮเมเนอุส - Hymenaeus เทพแห่งพิธีแต่งงานของชาวกรีกและโรมัน) เธอจะโยนคบเพลิงนั้นไปยังหญิงสาวที่ยังโสด ตามพิธีกรรมโรมัน คบเพลิงแต่งงานนี้จะถูกจุดขึ้นอีกครั้งโดยหญิงสาวผู้โชคดีที่รับคบเพลิงนั้นไว้ได้ สิ่งนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนจากคบเพลิงเป็นช่อดอกไม้ที่บรรดาสาว ๆ ที่มางานจะรุมแย่งยื้อกันเป็นเจ้าของด้วยความเชื่อว่าผู้นั้นได้แต่งงานเป็นรายต่อไป


หินอ่อนสลักรูปการแต่งงานของชาวโรมัน(ศตวรรษที่ 2) ในภาพควรจะมีรูปเทพไฮเมเนอุส เทพแห่งพิธีแต่งงานของชาวกรีกและ
ชาวโรมัน (แต่หายไป, ดูภาพถัดไป) โดยเทพองค์นี้จะถือคบเพลิงที่ยังปรากฏรูปควันอยู่บนผ้าคลุมของเจ้าสาวให้เห็นอยู่ ที่มาของภาพ


ภาพสมมติตำแหน่งของรูปเทพไฮเมเนอุสในภาพก่อนหน้านี้ ที่มาของภาพ


การถือคบไฟนำหน้าขบวนเจ้าสาวภาพบนแผ่นภาพ(การ์ด) ทศวรรษ 1930 ที่มาของภาพ 
 
รายละเอียดของการแต่งงานแบบที่ 2 มากสักหน่อย เอาล่ะ เราไปถึงการแต่งงานแบบที่ 3 กันเลย

3. ‘Confarreatio’ ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มากและเป็นการแต่งงานที่สงวนไว้สำหรับพาตริเชียนหรือชนชั้นสูงในสังคมโรมันเท่านั้น โครงสร้างหลักของการแต่งงานแบบนี้เหมือนกับการแต่งงานแบบที่ 2
แต่เพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีก ได้แก่ แหวนเหล็กซึ่งเจ้าบ่าวจะมอบให้เจ้าสาว (ในสมัยหลังเปลี่ยนเป็นแหวนทองคำ) เค้กแต่งงานที่คู่บ่าวสาวต้องกินด้วยกัน


แหวนเหล็กโรมัน ที่มาของภาพ


เค้กแต่งงาน (ขนมปังหวาน) ของโรมันทำจากแป้งสาลี (ซ้าย) ที่มาของภาพ 

สิ่งที่น่าสังเกต คือ คำว่า confarreatio ในภาษาละตินแปลตามตัวว่า “ด้วยข้าวสาลี” หมายถึง ขนมปังหวาน (sweet bread) ซึ่งเป็นเครื่องบวงสรวงที่ถวายให้กับมหาเทพจูปิเตอร์ (หรือ ซูสของชาวกรีก นั่นเอง)

แหวนและขนมเค้กยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากแหวนเหล็กซึ่งมีความหมายถึงความคงทนไปเป็นแหวนทองคำหรือโลหะมีค่าอย่างอื่น (พร้อมอัญมณีเลอค่าอย่างเพชร) และเค้กแต่งงานที่อาจลดขนาดลงเป็นเค้กถ้วย (cupcake) เพื่อให้ง่ายต่อการเสิร์ฟให้กับแขกที่มาร่วมงาน (เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกินหรือไม่
ก็ไม่ทราบ แต่ธรรมเนียมโรมันก็เป็นอย่างที่บอกไป)


พิธีแต่งงานที่มีหัวหน้าหนักบวชเป็นผู้ประกอบพิธี ที่มาของภาพ

การแต่งงานแบบที่ 3 นี้เท่านั้นที่จะมีนักบวชที่มีตำแหน่ง pontifex maximus หรือหัวหน้านักบวชพร้อมด้วยภริยา (นักบวชโรมันมีครอบครัวได้) มาเป็นผู้ประกอบพิธี ขณะที่การแต่งงานของพลีเบียนหรือสามัญชนมีสักขีพยานไม่มาก แต่การแต่งงานของชนชั้นสูงมีข้อกำหนดว่าต้องมีสักขีพยาน 10 คน และการแต่งงานแบบนี้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นข้อผูกมัดทางกฎหมายที่แน่นหนาที่สุด พูดง่าย ๆ ไม่สามารถบอกเลิกกันได้ง่าย ๆ ดังนั้น บรรดาวุฒิสมาชิกในสภากรุงโรมจึงพากันหลีกเลี่ยงการแต่งงานแบบนี้

ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์มีสถานะที่ถูกต้องและเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมันแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัติในการแต่งงานก็ยังคงรักษาไว้ แต่ปัญหาที่ชาวคริสต์โรมันเผชิญก็คือบิดาของทั้งสองฝ่ายมักจะไม่มีตัวอยู่ในวันที่แต่งงาน หลายคนเป็นทาสซึ่งกฎหมายโรมันไม่ได้รับรองการแต่งงานของพวกเขา เนื่องจากทาสเป็นชนชั้นล่างที่สุดของสังคมโรมันจึงไม่มีโอกาสได้ประกอบพิธีโดยหัวหน้านักบวชอย่างการแต่งงานแบบที่ 3
ที่กล่าวมา

กระนั้นศาสนาคริสต์ก็หาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าวได้และถือว่า “ได้ใจ” ชนชั้นล่างที่สุดของสังคม เพราะนอกจากจะเป็นศาสนาให้ความมั่นใจในชีวิตหลังความตายอันเป็นสุขมากกว่าสภาพความจริงอันโหดร้ายที่เขาต้องเผชิญขณะมีลมหายใจแล้ว นักบวชในศาสนาคริสต์ยังเข้ามาทำหน้าที่เป็น “พ่อ” ให้กับคนที่ไม่มีพ่ออีกด้วย

สิ่งที่ถือเป็นความคิดอันเฉียบแหลมคือ การที่อัครสาวกพอล (apostle Paul) เรียกตนเองอยู่บ่อยครั้งว่า “พ่อ” และบิชอพ (bishop - สังฆนายกหรือหัวหน้าบาทหลวง) ซึ่งถือว่าตนเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจากอัครสาวก ดังนั้น ในเวลาต่อมาบิชอพในแต่ละท้องถิ่นจึงมีสถานะเป็นทั้ง “พ่อ” และหัวหน้านักบวชในการประกอบพิธีตามธรรมเนียมของโรมันไปพร้อม ๆ กัน


พิธีแต่งงานแบบคริสต์ที่มีนักบวชทำหน้าที่เป็นบิดาและผู้ประกอบพิธีให้คู่สมรสในพระนามของพระเป็นเจ้า ที่มาของภาพ 

ในบ้านเราธรรมเนียมการแต่งงานก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย เราได้เห็นการแต่งงานตามธรรมเนียมเดิมด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ รับน้ำพระพุทธมนต์และรดน้ำสังข์ในตอนเช้า แล้วมีพิธีแต่งงานกันเอิกเกริกแบบฝรั่ง มีโยนช่อบูเกต์ มีการ (ทำเป็น) ตัดเค้กของคู่บ่าวสาว มีการสวมแหวนแต่งงาน ฯลฯ และอาจมีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคตก็ไม่อาจรู้ได้

แต่ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าใด สาระสำคัญของการแต่งงานก็ยังคงอยู่ นั่นคือ คนสองคนตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันครอบครัวอันเป็นหน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคมต่อไป


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Hersch, K. (2010). The Roman Wedding: Ritual and Meaning in Antiquity. Cambridge University Press.
https://www.redlandsdailyfacts.com/2018/02/28/how-many-christian-wedding-customs-are-rooted-in-pagan-roman-rites/
https://blog.oup.com/2017/02/ancient-greek-roman-marriages-quiz/
https://en.wikipedia.org/wiki/Marriage_in_ancient_Rome
http://www.ancient-origins.net/history-ancient-traditions/roman-engagement-and-wedding-rings-joining-hands-and-hearts-007644