Oriental World

จดหมายรักฉบับสุดท้ายจากนักปฏิวัติหนุ่ม

หลินเจวี๋ยหมิน (林觉民) ชาวมณฑลฝูเจี้ยน เป็นหนึ่งพลพรรคถงเหมิงฮุ่ย (同盟会) อันเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจีน นำโดย ดร.ซุนยัตเซน และ ชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้สละชีพเพื่อการปฏิวัติจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่ง แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น
ด้วยวัยเพียง 23 ปี แต่ชื่อเสียงของหลินเจวี๋ยหมินตราตรึงอยู่ในใจของชาวจีนมิเสื่อมคลาย

สิ่งที่ทำให้คนจีนจดจำชื่อของเขาได้ไม่รู้ลืม มิใช่เพราะความกล้าหาญที่จะเสียสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความประทับใจในข้อเขียนชิ้นหนึ่งของเขา มันเป็นจดหมายที่มีไปถึงเฉินอี้อิ้ง ภรรยาของเขา จดหมายฉบับนี้เขียนลงบนผืนผ้าเช็ดหน้า ฝากไปยังหญิงที่รักก่อนที่เขาจะพลีชีพในเหตุการณ์ลุกฮือที่กว่างโจว ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1911 ซึ่งนำโดย หวงซิง หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติจีนร่วมกับ ดร.ซุนยัตเซน ทำให้ หลินเจวี๋ยหมิน กลายเป็น 1 ใน 72 วีรชนผู้พลีชีพ (黃花崗七十二烈士) ในเหตุการณ์นั้น


ภาพถ่ายของหลินเจวี๋ยหมิน ที่มาของภาพ

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นภาษาจีนคลาสสิก จดหมายถึงเมียรักเฉินอี้อิ้ง (陳意映) อาจมีเนื้อหาที่อ่านยากเพราะใช้ภาษาวรรณศิลป์ หากไม่ได้ใช่คำที่หรูหราฟุ่มเฟือย ในแง่อลังการศาสตร์ มันอาจไม่ได้โอ่อ่าหรูหรา แต่ในแง่วรรณศิลป์มันเป็นงานเขียนสั้นกระชับ แต่ทรงพลัง สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้อ่านไม่น้อย และปัจจุบัน จดหมายรักฉบับนี้เรียกว่า "จดหมายอำลาภรรยา" (与妻诀别书) ฉบับนี้ถือเป็นงานประพันธ์ชิ้นเอกของจีนยุคใหม่ชิ้นหนึ่ง ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งน้อยใหญ่ ต่างต้องเคยผ่านตา หรือได้ยินได้ฟังเรื่องราวของมันมาบ้าง

ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เคยแปลเนื้อหาของจดหมายฉบับเต็มไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการแกะความนัย ในคราวนี้จึงยกบทแปลมาพร้อมกับอธิบายความนัยของมันไปด้วยกัน เนื่องจากจดหมายฉบับนี้เขียนด้วยแบบฉบับวรรณกรรมโบราณที่มีการอ้างอิงวรรณคดีและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ไปพร้อมๆ กับการบอกรักในท่วงทำนองของบัณฑิตโบราณผู้ห้าวหาญ

อี้อิ้งที่รัก...
"...ยามที่คุณได้รับจดหมายฉบับนี้ คงเป็นเวลาที่ผมต้องบอกลาจากคุณไปตลอดกาลเสียแล้ว
ตอนที่กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ผมยังอยู่บนโลกของคนเป็น แต่ยามที่คุณได้อ่านมัน ผมคงจากไปยังปรภพแล้ว ตอนที่กำลังเขียนมันอยู่ ผมไม่อาจกลั้นน้ำตาที่ไหลลงมาเปื้อนน้ำหมึกจนเลอะเทอะ จนผมเกือบจะเลิกเขียน เพราะทนไม่ไหว แต่ก็กลัวว่าคุณจะไม่เข้าใจและคิดว่าผมเป็นคนใจดำ ปล่อยให้คุณต้องอยู่เพียงลำพังไม่แยแสว่าคุณไม่อยากให้ผมเอาชีวิตไปเสี่ยง เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ จึงอดกลั้นความเศร้าโศกไว้ แล้วลงมือเขียนข้อความต่อไปมาถึงคุณ...

"...ผมรักคุณเหลือเกิน รักมากจนยอมสละตัวเองเพื่อความรักนี้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง นับตั้งแต่วันที่ผมพบคุณ ผมหวังอยู่เสมอว่า คู่รักทุกคู่บนโลกจะสามารถตามหาหัวใจและครองคู่กันอย่างสุขสม แต่ว่าในโลกแห่งความจริงนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตที่หลั่งรินไปทั่วแผ่นดิน สัตว์ร้ายยึดครองทุกถนนรนแคม จะมีครอบครัวไหนอาจอยู่เป็นสุขได้อย่างแท้จริงเล่า? เหมือนกับเสื้อผ้าของขุนนางใหญ่ถึงกับชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา ยามเห็นความทุกข์ทรมานของมวลชน ผมเองก็เช่นกัน ไม่อาจทนแข็งใจอยู่ได้เหมือน
ปราชญ์โบราณ ... "


ภาพถ่ายต้นฉบับ "จดหมายอำลาภรรยา" (与妻诀别书) ที่มาของภาพ

ใน 2 บทแรก ประโยคที่ว่า "เสื้อผ้าของขุนนางใหญ่ถึงกับชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา" มาจากบทกวีของของ
ไป๋จวีอี้ (白居易) กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง จากบทกวีชื่อ พีผาสิง (琵琶行) หรือ เพลงผีผา เนื้อหาว่า "เสื้อซือหม่าชุ่มโชก" (司马青衫) คำว่า ซือหม่า เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางโบราณ เมื่อขุนนางได้แลเห็นความทุกข์ของประชาชนถึงกับต้องปาดน้ำตาจนเปียกโชกไปหมด ชุนนางผู้นี้เป็นอุปมาอ้างอิงตัวกวี คือ ไป๋จวีอี้ เอง ที่ได้เห็นความทุกข์ของราษฎรแล้วอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ หลินจวี๋ยหมินก็เช่นกัน ได้เห็นยุคสมัยอันลำเค็ญปลายราชวงศ์ชิง น้ำตาต้องหลั่งริน คิดหาทางพลิกฟ้าคว่ำดินร่วมกับนักปฏิวัติ เพื่อสร้างยุคสมัยอันผาสุขขึ้นมา

อีกวลีหนึ่งคือ ที่ผู้เขียนกล่าวว่า "ไม่อาจทนแข็งใจอยู่ได้เหมือนปราชญ์โบราณ" วลีนี้อ้างอิงตำนานสมัยราชวงศ์จินว่า มีชายคนหนึ่งสูญเสียลูกเพราะโรคร้าย จึงอุ้มศพขึ้นร่ำไห้ สหายของเขาได้เห็นจึงปลอบว่า "ลูกท่านเป็นแค่ทารก ใยต้องโศกเศร้าถึงเพียงนั้น" ชายคนนั้นตอบว่า "สัตว์ต่ำช้าไม่รู้จักคำว่า รัก ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่รู้จักปล่อยวางความรัก ส่วนคนอย่างข้าอยู่ระหว่างสัตว์ต่ำช้ากับมหาราช ความรักจึงสำคัญยิ่งต่อข้า" หมายความว่า สำหรับคนธรรมดาสามัญนั้น ความรักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

"...มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า ผู้ประเสริฐ ‘นอบน้อมผู้อาวุโสในตระกูลก่อน แล้วจึงนอบน้อมผู้อาวุโสอื่น บำรุงบุตรตน แล้วจึงบำรุงบุตรผู้อื่น’ ผมนำความรักของผมต่อคุณเจือจานไปยังผู้อื่น เพื่อให้เขารักคนที่ควรรักถนอม นี่คือเหตุผล ว่าทำไมผมจึงกล้าเสี่ยงตายต่อหน้าคุณ จนดูราวกับไม่ได้สนใจไยดีคุณเลย หากคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมเชื่อมั่น จงอย่าร้องไห้เพื่อผม แต่จงห่วงใยคนอื่นให้มาก คุณควรดีใจที่เสียสละความสุขของตัวเองและของผม เพื่อนำความสุขนิรันดร์ มามอบแด่ปวงชน ฉันนั้นจงอย่าเศร้าโศกไป! คุณยังจำได้ไหม?..."

ในย่อหน้านี้ ประโยคว่า "นอบน้อมผู้อาวุโสในตระกูลก่อน แล้วจึงนอบน้อมผู้อาวุโสอื่น บำรุงบุตรตน แล้วจึงบำรุงบุตรผู้อื่น" มาจากคัมภีร์ปรัชญาเมิ่งจื่อ ปราชญ์โบราณสมัยชุนชิง จากตำราเมิ่งจื่อ (孟子) บทชื่อ
อเลียงฮุ่ยหวางซาง (·梁惠王上) เนื้อความว่า 以及人之老;幼吾幼,以及人之幼 หลินเจวี๋ยหมินนำหลักปรัชญาโบราณ เพื่ออธิบายอุดมการณ์การปฏิวัติสมัยใหม่ แต่ในทางกลับกัน แทนที่เขาจะมอบความรักตามลำดับชั้นสังคมขงจื๊อ คือรักคนในครอบครัวก่อนจะเจือจานความรักให้คนนอกครอบครัว เขากลับเสียสละตัวเอง เพื่อความสุขของมหาชน เพราะมองว่า ประเทศชาติคือ ครอบครัวใหญ่ที่ประชาชนทุกคนคือญาติกัน

อนึ่ง ส่วนที่เหลือของจดหมาย เป็นการพรรณนาความรู้สึกห่วงหาอาวรณ์และหวนรำลึกถึงความหลังของทั้งคู่ ซึ่งจะขอนำมาเอ่ยถึงเพียงบางส่วน เช่น วรรคที่น่าจะจำตอนที่เขาบอกว่า


ด้านหน้าบ้านเดิมของหลินเจวี๋ยหมิน

"...เย็นวันหนึ่งสัก 4 หรือ 5 ปีที่แล้ว ผมบอกคุณว่า ‘แทนที่จะให้ผมตายก่อน ผมว่าคุณควรจะตายก่อนผมนะ’ ตอนแรกที่คุณได้ยินผมพูดอย่างนี้ ถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่หลังจากที่ผมค่อยๆ อธิบายให้ฟัง คุณก็ต้องยอมจำนน แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ที่ผมหมายความก็คือ สุขภาพของคุณอ่อนแอ คงไม่อาจทนต่อความโศกเศร้าจนแทบขาดใจยามต้องสูญเสียผมไป ผมเองก็ไม่อาจทนปล่อยให้ตัวเองตายก่อน แล้วทิ้งให้คุณจมอยู่กับความรันทดได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงหวังว่าคุณจะตายก่อน แล้วปล่อยให้ผมแบกรับความเศร้าเพียงลำพัง แต่อนิจจา! สุดท้ายแล้ว ผมคงต้องมาตายก่อนคุณกระมัง? .. "

วรรคนี้แสดงถึงความเป็นคนเอาใจใส่ในความรู้สึกของภรรยาได้อย่างละเอียดอ่อน แม้ว่าหลินเจวี๋ยหมินจะเป็นนักปฏิวัติ แต่ความโรแมนติกของเขานั้นไม่เคยจางหายไป แต่ในฐานะภรรยาของนักปฏิบัติ อี้อิ้งไม่อาจที่จะกลั่นกรองความรู้สึกอันละเอียดอ่อนไว้ได้ มีแต่ต้องพร่างพรูมันออกมา เพราะใครเล่าจะรู้ว่า สามีที่รักจะจากไปตลอดกาลเมื่อใด อย่างที่เขาย้อนคำนึงถึงเมื่อปลายปีก่อนว่า

"...คุณบอกกับผม ทั้งน้ำตาว่า ‘ฉันขอแค่คราวหน้า ถ้าคุณจะหายหน้าไปไหนนานๆ ช่วยบอกฉันล่วงหน้าสักหน่อย ฉันจะตามคุณไปด้วย’ ซึ่งผมก็ทำตามที่ให้สัญญาไว้ สักเมื่อเกือบ 10 วันก่อน ตอนที่ผมกลับบ้าน ผมพยายามหาโอกาสบอกคุณเรื่องการเดินทางครั้งนี้ แต่ครั้นอยู่ต่อหน้า กลับไม่อาจเอ่ยคำพูดใด ยิ่งคุณกำลังตั้งท้อง ยิ่งทำให้ผมกลัวว่าคุณคงไม่อาจทนรับความเศร้าโศก ผมจึงทำได้แต่เพียงเมามายทุกวี่วัน หวังจะให้ความมึนเมาช่วยกลบเกลื่อน อนิจจา! ข้อความจากปลายพู่กันนี้คงไม่อาจทดแทนความรันทด ในหัวใจของผมในครั้งนั้นได้ ผมหวังมาตลอดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจนถึงวันสุดท้ายของสองเรา..."

หลินเจวี๋ยหมินเองก็หาได้เอ่ยถึงปณิธานของเขากับภรรยาไม่ อย่างที่เขาบอกว่า "...ตลอดชีวิตที่ผ่านมา
ผมไม่เคยปริปากบอกคุณถึงปณิธานของผม นี่นับเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง แต่หากผมบอกไป กลัวคุณจะเป็นห่วงผมทุกวี่วัน ผมอาจสละชีวิตเพื่อชาติเป็นร้อยครั้ง โดยไม่อิดออดสักครั้ง แต่หากเป็นเรื่องที่ทำให้คุณกังวลใจแล้ว ผมไม่อาจทำได้ลง ..." แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องตัดความห่วงหาออกไป แล้วแทนที่ด้วยความรักต่อมวลมนุษยชาติ มิใช่ว่าเขารักภรรยาหรือลูกน้อยกว่าอุดมการณ์ แต่เพราะเขาเชื่อว่าอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่จะช่วยปกป้องภรรยาและลูกให้ปลอดภัยต่างหาก อย่างที่เขากล่าวว่า

"...แต่วันนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ภัยธรรมชาติอาจพรากชีวิต โจรขโมยอาจสังหารเรา ผู้รุกรานซึ่งรุมทึ้งประเทศของเราก็อาจฆ่าเราเสีย คนใหญ่โตในบ้านเมืองที่กดขี่ปวงชนก็อาจฆ่าเราเช่นกัน คนจีนรุ่นเรามีชีวิตอยู่ในยุคที่อาจตายได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ผมมองดูคนถูกพรากชีวิตโดยไม่อาจทำอะไรได้ หรือปล่อยให้คนมองดูผมตายโดยไม่อาจช่วยเหลือ ผมจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้หรือ? หรือคุณจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้?...วันนี้คุณกับผมโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังมีผู้คนนับไม่ถ้วนบนโลกที่ต้องตายทั้งที่ไม่ควรตาย ต้องพรากจากกันทั้งที่ไม่ควรพราก ในฐานะคู่ครองที่บูชาความรัก เราจะปล่อยให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นได้หรือ นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงยอมสละชีวิตโดยไม่ลังเลแม้แต่จะคิดถึงคุณ ผมจะไม่เสียใจเลยหากต้องตายในตอนนี้ สหายของผมจะสืบทอดความสำเร็จของขบวนการรักชาติเอง..."

เขาทิ้งท้ายข้อความในจดหมายที่เขียนลงบนผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ว่า...

"...ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีพื้นที่จำกัดเกินไป แต่ความในใจแสนยืดยาวยังมีอีกหลายพันถ้อยคำที่ผมอยากจะพูดออกไป คุณอาจจินตนาการถึงถ้อยคำเหล่านั้นได้จากสิ่งที่ผมเขียนลงไปเพียงเท่านี้ ผมคงไม่อาจเห็นหน้าคุณอีกต่อไป! ผมรู้ คุณไม่อาจปล่อยผมให้จากไป แต่คุณยังอาจพบผมได้ในความฝันในกาลข้างหน้า
ช่างน่าเศร้าใจนัก! ..." ลงวันที่ 26 มี.ค. 1911


ภาพอนุสรณ์สถานผู้พลีชีพในการลุกฮือ ครั้งที่ 2 ที่กว่างโจว ที่มาขอภาพ

แล้วก็เป็นดังเช่นที่เขาบอกไว้ในจดหมาย หลินเจวี๋ยหมินไม่มีโอกาสได้พบกับภรรยาอีก เพราะเขาสละชีพในการลุกฮือ ครั้งที่ 2 ที่กว่างโจว ทำให้เขาถูกจับกุมตัวได้และถูกประหารชีวิต ทำให้ครอบครัวของเขาที่ฝูเจี้ยนต้องหลบซ่อนหนีการไลาล่าจากทางการ ไปกบดานในบ้านซอมซ่อหลังหนึ่งชานเมืองฝูโจว

วันหนึ่ง สหายร่วมอุดมการณ์ ตามหาครอบครัวของหลินเจวี๋ยหมินจนพบ แล้วซ่อนกระดาษแจ้งข่าวสาส์นสุดท้ายจากเขาเอาไว้ที่รอยแตกบนผนังบ้าน เมื่อแม่ของหลินเจวี๋ยหมินออกมาซักผ้าก็พบเข้ากับกระดาษแผ่นนั้น ปรากฏว่ามันเป็นจดหมายถึงบิดาเขา มีเนื้อความสั้นๆ ว่า

"...จากลูกอกตัญญูเจวี๋ยหมิน ถึงบิดาที่เคารพ ลูกคงตายแล้วในตอนนี้ แสนเสียใจที่นำความทุกข์ยากมาให้บิดา รวมทั้งทำให้พี่น้องต้องลำบาก แต่ถึงกระนั้น ผมได้พยายามสร้างสิ่งอันดีงามให้บ้านเมือง ขอบิดาให้อภัยความไม่เอาถ่านของลูกคนนี้ด้วย..."

ในเวลานั้น อี้อิ้งกำลังตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นชาย แต่เธอตายไปด้วยความตรอมใจหลังจากนั้นอีก 2 ปี แต่โชคดีที่พยานรักของหลินเจวี๋ยหมินและเฉินอี้อิ้งไม่ได้ถูกทอดทิ้ง หลังจากนั้นฝ่ายปฏิวัติประสบความสำเร็จ สามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิง ก่อตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาได้ รัฐบาลได้ติดตามหาทายาทของหลินเจวี๋ยหมินและเฉินอี้อิ้งจนพบ นำมาเลี้ยงดู ส่งเสียให้เรียนจนจบ และได้ทำงานเป็นข้าราชการ มีชีวิตที่ยืนยาวจนกระทั่งจากโลกนี้ไป ในปี 1982 มีทายาทเป็นชาย 1 หญิง 1