Armies Weapons and Warfare

10 เรื่องน่ารู้ของป้อมอีเบน อีเมล

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลง ประเทศเบลเยี่ยมเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุด ประเทศนี้พยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมา ประเทศเบลเยี่ยมประกาศความเป็น
กลางทางทหาร เมื่อปี ค.ศ. 1936 โดยเน้นให้เห็นว่า เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาภายในประเทศเบลเยี่ยม
จึงจำเป็นต้องทำเพื่อนำพาประเทศไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพ

กองทัพเบลเยี่ยม พลิกโฉมสู่ความทันสมัย มีการปรับโครงสร้างของกองทัพ นอกจากนี้พวกเขายังสร้างแนวป้องกันตลอดความยาวชายแดนเบลเยี่ยมและเยอรมัน เพราะการละเมิดความเป็นกลางของเบลเยี่ยมจากเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้พวกเขาไม่อาจไว้ใจประเทศอย่างเยอรมันได้เลย ป้อมอีเบน อีเมล (Eben Emael) บนชายแดนเบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1935 เป็นส่วนหนึ่งของระบบการป้องกันที่มีขนาดใหญ่กว่า รู้จักกันในชื่อ Koningshooikt-Wavre Line (KW Line) มันเป็นความหวังเดียวของเบลเยี่ยม ในการป้องกันการรุกรานจากข้าศึก และนี่คือเรื่องน่ารู้ที่เกี่ยวกับป้อมปราการแห่งนี้

10. ตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์
ป้อมปราการแห่งนี้ตั้งอยู่ริมคลองอัลเบิร์ท ที่แยกระหว่างเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน มีระยะทางห่างจากเมืองลีจ (Liege) ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 20 กิโลเมตร และห่างจากเมืองมาสทริชท์ ของเนเธอร์แลนด์ ทางทิศใต้ 10 กิโลเมตร มันถูกสร้างอยู่บนภูเขาเซนต์ปีเตอร์ (Mount St Peter) จากตำแหน่งตรงนี้ มันสามารถมองเห็นสะพานข้ามคลองอัลเบิร์ททั้งสามแห่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความสำเร็จในการรุกรานเบลเยี่ยม สะพานแห่งนี้กองทัพเบลเยี่ยมส่งกองพลทหารราบที่ 7 มารักษา และคอยเสริมกำลังให้แก่ป้อมอีเบน อีเมล ในกรณีที่เกิดการรบขึ้น แต่ละสะพาน ยังได้รับการปกป้องโดยป้อมปืนกลคอนกรีตขนาดใหญ่ พร้อมทั้งติดตั้งอาวุธต่อสู้รถถังอยู่ภายใน สะพานทั้งสามแห่งยังสามารถทำลายทิ้งได้ทันที โดยระเบิดแรงสูงที่ติดตั้งอยู่บนสะพาน ซึ่งถูกควบคุมจากภายในบังเกอร์ ถ้าหากทหารเบลเยี่ยมเห็นว่าจำเป็นต้องทำลายมันทิ้ง เพราะไม่สามารถสามารถต้านทานข้าศึกได้ พวกเขาก็สามารถกดระเบิดทำลายสะพานทิ้งได้ทันที


ปืนใหญ่ประจำป้อมขนาดลำกล้อง 120 มิลลิเมตร ที่มาของภาพ

9. ป้อมปราการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อมันถูกสร้างขึ้น ในปี ค.ศ. 1935 ป้อมปราการแห่งนี้ นับว่าเป็นป้อมที่ทั้งแข็งแกร่งและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ป้อมปราการที่มีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ยาวประมาณ 600 เมตร ทอดตัวไปในทิศตะวันออก - ตะวันตก และต่อไปอีกประมาณ 750 เมตร ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ มันประกอบไปด้วยรังปืนกลและฐานยิงถึง 15 จุด ในระหว่างปฏิบัติการ มันสามารถใช้งานป้อมปืนขนาด 120 มิลลิเมตร และ 75 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยให้สามารถยิงถล่มพื้นที่บริเวณโดยรอบได้ในกรณีที่ถูกปิดล้อม มันมีโดมสังเกตการณ์ติดตั้งปืน 120 มิลลิเมตร มีระยะยิงไกลถึง 17.5 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีป้อมปราการปลอมที่ติดตั้งปืนขนาด 120 มิลลิเมตร อยู่ที่ส่วนต่างๆ ของป้อม เพื่อสร้างความสับสนแก่ศัตรู แต่กระดูกสันหลังของป้อมแห่งนี้คือ ปืนต่อสู้รถถังขนาด 60 มิลลิเมตร ซึ่งป้องกันป้อมปราการจากการโจมตีตรงหน้า ในส่วนของที่พักของทหารซึ่งประจำการอยู่ภายใน มีระบบระบายอากาศที่ดี ทำให้สภาพความเป็นอยู่ภายในป้อมสะดวกสบาย รวมทั้งที่นี่ยังมีเส้นทางใต้ดินเชื่อมต่อไปยังเนินเขา ห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร แถมยังเชื่อมต่อกับที่มั่นทหารและโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่จำเป็นให้แก่ป้อมปราการแห่งนี้อีกด้วย


แผนที่แสดงตำแหน่งของแนวป้อมปราการและสะพานยุทธศาสตร์ทั้งสามแห่ง ที่มาของภาพ

8. กองทหารรักษาการณ์ เมื่อสงครามเปิดฉากขึ้น ป้อมปราการแห่งนี้อยู่ใต้การบังคับบัญชาของ
พันตรีจอท ทรานด์ มีกำลังทหารรักษาการณ์ในป้อมจำนวน 1,200 นาย แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือ
ช่างเทคนิคและฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค (หมอ พ่อครัว ช่างซ่อมและดูแลปืน อื่นๆ) กลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามเป็นทหารปืนใหญ่ (กลุ่มละ 500 นาย) โดยแบ่งเวรยามกันดูแลออกเป็นสองช่วง ในช่วงที่สงบ การเปลี่ยนเวรยามดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ กลุ่มหนึ่งจะรักษาการณ์ในป้อมต่อ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ จะออกไปพักในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทหารเบลเยี่ยมเหล่านี้ ค่อนข้างขาดการฝึกฝนและขาดประสบการณ์ เนื่องจากทหารส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์และทหารกองหนุน ในปี ค.ศ. 1940 ทหารที่มาประจำการป้อมปราการแห่งนี้ ไม่มีการฝึกพื้นฐานทหารราบใดๆ มาก่อนเลย

7. เชื่อมโยงกับ แนวมายิโนต์ (Maginot Line) ในประเทศฝรั่งเศส แนวป้องกันถูกสร้างขึ้นมา ประกอบด้วยบังเกอร์ และป้อมปราการ ป้อมปืนใหญ่ อุโมงค์ใต้ดิน ทอดยาวจากเบลเยี่ยมไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศสไม่ต้องการละเมิดความเป็นกลางของรัฐบาลเบลเยี่ยม โดยการเสริมสร้างการป้องกันตามแนวชายแดนเบลเยี่ยม พวกเขาอาศัยระบบป้องกันที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในประเทศเบลเยี่ยม ในช่วงทศวรรษที่ 1930 โดยมีป้อมอีเบน อีเมล เป็นตัวแทนของมงกุฎแห่งป้อมปราการบริเวณนี้ และนี่ยังเป็นการช่วยเตือนให้ฮิตเลอร์รู้ว่า หากคิดจะละเมิดความเป็นกลางของเบลเยี่ยมอย่างเช่นที่เยอรมันเคยทำให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มันก็คงไม่ง่ายเสียแล้ว


พลร่มเยอรมันขณะฝึกการรบ พากันวิ่งออกมาจากเครื่องร่อนและเข้าจู่โจมบังเกอร์ข้าศึก ที่มาของภาพ

6. แผนซับซ้อน การยึดครองป้อมปราการอีเบน อีเมล คือความสำคัญสูงสุดของแผนการรบของฮิตเลอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการบุกแนวป้อมปราการมายิโนต์ ของฝรั่งเศส ภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบุกขนาดใหญ่ ที่รวมถึงการพิชิตเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์ก ด้วยการเข้าโจมตีในครั้งเดียว โดยเปิดฉากบุกพร้อมกันครั้งใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางยุทธวิธีของตน ฮิตเลอร์ยืนยันการใช้เครื่องร่อนสำหรับการบุกด้วยความกล้าหาญของทหารพลร่มเยอรมัน ซึ่งเขามั่นใจว่า พวกเขาต้องทำสำเร็จ
มันค่อนข้างเป็นวิธีที่แปลกประหลาดในช่วงนั้น ตัวฮิตเลอร์เองยังต้องการจะพิสูจน์ความสามารถ และความเฉลียวฉลาดของตนเอง ต่อพวกนายพลหัวเก่าในกองทัพเยอรมัน กลยุทธ์ในการต่อต้านอากาศยานของเบลเยี่ยม ขึ้นอยู่กับการฟังเสียงของอากาศยาน แต่เครื่องร่อนที่ใช้จู่โจม ก็บินร่อนไปได้อย่างเงียบและไร้เสียงใดๆให้ข้าศึกได้ยิน มันคือองค์ประกอบสำคัญ ของการสร้างความประหลาดใจ ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ ดังนั้นเยอรมันจึงเริ่มเตรียมการโจมตีในปี ค.ศ. 1939 สายลับเยอรมันที่แฝงตัวเข้าไปทำงานในป้อมปราการแห่งนี้ พวกเขานำข้อมูลและรูปแบบลักษณะต่างๆ ของป้อมอีเบน อีเมล มาเป็นข้อมูลให้เยอรมันสามารถสร้างแบบจำลองของป้อมขึ้นมาได้ และฝึกพลร่มในการจู่โจมป้อมอีเบน อีเมล จำลอง ในเชคโกสโลวาเกีย ทหารพลร่มพิเศษเหล่านี้ ฝึกจู่โจมและทำความคุ้นเคยกับป้อมที่พวกเขาจะบุกเข้าไปยึดให้ได้ พวกเขาฝึกอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ


ฮิตเลอร์ยินดีกับผลงานของพลร่มเยอรมันอย่างมาก เขามอบเหรียญกล้าหาญให้ทหารกล้าด้วยตนเอง ที่มาของภาพ

5. ฮิตเลอร์ทำลายความเป็นกลาง ไม่เพียงแต่ความเป็นกลางของเบลเยี่ยมเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่า ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เบลเยี่ยมยังได้รับการรับประกันความเป็นกลางโดยรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งฮิตเลอร์เป็นผู้ลงนามในเอกสารด้วยตนเอง ในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1937 การกระทำนี้ เป็นการพิสูจน์ลักษณะของความเป็นผู้ก่อการร้ายของพรรคนาซีเยอรมัน หนำซ้ำเบลเยี่ยมยังถูกรุกรานโดยไม่มีการประกาศสงคราม มันเป็นการละเมิดข้อตกลงทุกๆ อย่าง ต่อกฎการทำสงครามที่มนุษยชาติรู้จัก

4. การจู่โจมโดยเครื่องร่อนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เวลา 04:30 น. ของวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1940 ฝูงเครื่องร่อนจำนวน 42 ลำ ถูกลากขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยเครื่องบินลำเลียง มันบินออกจากสนามบินในโคโลญ โดยมีทหารพลร่มซึ่งถูกฝึกมาอย่างดีจำนวน 493 นาย พวกเขางดการใช้วิทยุติดต่อสื่อสาร ในขณะที่พวกเขาเดินทางเข้าไปใกล้ชายแดนเบลเยี่ยม นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการทำสงครามของมนุษย์ที่มีการใช้เครื่องร่อนจู่โจม กองกำลังทหารพลร่มเยอรมันเหล่านี้ ได้รับมอบหมายให้โจมตีป้อมและยึดสะพานทั้งสามแห่ง เรียกกองกำลังเหล่านี้ว่า กองพันจู่โจมคอช หรือ ชตวมอับไตลุง คอช (Sturmabteilung Koch) มีเรืออากาศเอกวาลเธอร์ คอช เป็นผู้บังคับบัญชา


เรืออากาศเอกวาลเธอร์ คอช ผู้บังคับกองพันจู่โจมคอช หรือ ชตวมอับไตลุง คอช ที่มาของภาพ

3. สะพานซึ่งอยู่ไม่ไกล ปฏิบัติการจู่โจมดำเนินไปได้ด้วยดี สะพาน เวลเวเซลท์ (Veldwezelt)
วโรเอนโฮเว่น (Vroenhoven) และ คานเนอะ (Kanne) ถูกโจมตีอย่างกะทันหันก่อน 6 โมงเย็น เครื่องร่อน 2 บางส่วนร่อนลง จู่โจมและยึดสะพานเอาไว้ได้ (มีกำลังทหารประมาณ 300 นาย) หลังจากนั้นทหารพลร่มเยอรมันรักษาความปลอดภัยรอบๆ สะพาน สะพานเวลเวเซลท์ และทางด้านสะพานวโรเอนโฮเว่น ถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว ทหารเยอรมันบุกจู่โจมอย่างรวดเร็ว จนสามารถตัดสายไฟที่เชื่อมต่อกับระเบิดแรงสูงที่ถูกติดตั้งบนสะพาน พร้อมทั้งปลดระเบิดได้สำเร็จ การรุกโต้ตอบของเบลเยี่ยมส่งผลให้การส่งกำลังเสริมต้องล่าช้าออกไปกว่า 8 ชั่วโมง ทหารพลร่มที่บุกป้อมอีเบน อีเมล ที่บุกยึดสะพานทั้งสามแห่ง มียอดกำลังพลบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากเครื่องบินดำทิ้งระเบิดอย่างเจยู 87 สตูก้า (Ju 87 Stuka) ที่ได้รับมอบหมายให้สนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด ทหารเบลเยี่ยมปกป้องสะพานแห่งที่สามที่ คานเนอะ พวกเขาแตกตื่นและกำลังตกใจต่อเสียงสัญญาณเตือนภัย มันจึงทำให้พวกเขาระเบิดสะพานทิ้ง อันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เครื่องร่อนกำลังลงจอด ภายใต้การยิงจากปืนต่อสู้อากาศยาน กำลังทหารทั้งสามชุดที่เข้าจู่โจมสะพาน มีกำลังพลเสียชีวิตจำนวน 37 นาย และบาดเจ็บ
80 นาย อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ได้รับคำชมเชยจากกองบัญชาการและท่านผู้นำ

2. การรบที่ป้อมอีเบน อีเมล ทหารพลร่มเยอรมันกว่า 300 นาย สามารถนำเครื่องร่อน ร่อนลงจอดบนหลังคาของป้อมปราการแห่งนี้ หลังจากนั้นพวกเขากรูกันจู่โจมเข้าไปภายในป้อมอย่างรวดเร็ว จากการฝึกที่พวกเขาถูกฝึกมาอย่างดีจากป้อมอีเบน อีเมล จำลองที่ถูกสร้างขึ้น พลร่มเยอรมันนำปืนไฟ ฉีดพ่นไฟเข้าไปในบังเกอร์ เปลวเพลิงร้อนๆ ทำให้ทหารเบลเยี่ยมพากันขวัญเสีย ต่างวิ่งหนี หรือทิ้งอาวุธยอมจำนนต่อพลร่มเยอรมัน เมื่อเข้าไปภายในป้อมได้ ทหารพลร่มเยอรมันแบ่งกำลัง ค่อยๆ บุกจู่โจมส่วนต่างๆ ของป้อม แต่ทหารเบลเยี่ยมบางส่วนก็ยังปักหลักสู้อย่างหาญกล้าต่อผู้รุกราน แม้ว่าทหารเบลเยี่ยมจะมีจำนวนมากกว่าทหารเยอรมัน แต่ทหารเบลเยี่ยมก็ไม่สามารถประสานการโจมตีได้ เนื่องจากการวางแผนยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยม และผู้บังคับบัญชาที่เก่งกล้า จากสุดยอดนักรบพลร่มเยอรมันเหล่านี้ กระทั่งกำลังเสริมของเยอรมันสามารถฝ่าเข้ามาสมทบ กำลังทหารเบลเยี่ยมในป้อมปราการแห่งนี้จึงยอมจำนน ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1940

1. ประตูสู่ฝรั่งเศส การบุกยึดสะพานและการจัดการกับปืนใหญ่ต่างๆ ในป้อมอีเบน อีเมล ยานเกราะจากกองทัพที่ 18 ของเยอรมัน สามารถเคลื่อนพลผ่านเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และมุ่งตรงสู่ใจกลางของเบลเยียม มีนายทหารชั้นประทวนและนายทหารชั้นสัญญาบัตรของเยอรมันหลายนาย ได้รับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน จากการบุกจู่โจมป้อมปราการแห่งนี้ ในเดือนต่อมา แนวป้อมปราการมายิโนต์กลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เนื่องจากกองกำลังของเยอรมันสามารถอ้อมผ่านแนวป้อมปราการนี้ และประสานการบุกเข้าสู่ฝรั่งเศส ซึ่งประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเผชิญกับแนวป้องกันที่ไร้ค่านี้เลย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.warhistoryonline.com/today-in-history/10-things-eben-emael-fortress.html
Website : http://warfarehistorynetwork.com/daily/wwii/captured-belgiums-mighty-fort-eben-emael/
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Fort_Eben-Emael
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Fort_Eben-Emael
Website : http://www.historynet.com/hitlers-secret-attack-on-the-worlds-largest-fort.htm