Oriental World

จรรยาแห่งพ่อค้าซานซี “ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมนำกำไร”

จีนยุคศักดินาแบ่งชนชั้นตามอาชีพออกเป็น 4 กลุ่ม เรียกว่า ชนทั้ง 4 (四民) แบ่งออกเป็น ซื่อ หนง กง ซาง (士农工商) คือ บัณฑิตชนชั้นนำ กสิกร กรรมกร และพ่อค้าวาณิชย์

ในสมัยก่อนนั้น ชนชั้นขุนนางมาจากบัณฑิต กว่าจะเป็นขุนนางได้ ต้องศึกษาหาความรู้แทบเจียนตาย ต้องสอบแข่งขันอย่างหนักหน่วง บางคนทุ่มเทศึกษาทั้งชีวิตยังไม่ได้เป็นขุนนาง อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบัณฑิตที่สอบไม่ผ่านก็ยังถือว่ามีสถานะสูง เพราะอุตสาหะในการศึกษาและมีความรู้เหนือผู้อื่น

หนง หรือ กสิกร เป็นอันดับที่สอง เพราะมีความสำคัญในฐานะผู้ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ แม้จะยากจนและไม่มีความรู้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ

ส่วนชนชั้นกรรมาชีพ เป็นพวกมีทักษะ หรือ เฉี่ยว (巧) ไม่ใช่คนขายแรงทั่วไป จึงมีศักดิ์และศรีไม่น้อยเช่นกัน


ภาพจากตำราเทียนกง ไคอู้ (天工開物) เป็นสารานุกรมสมัยปลายราชวงศ์หมิง ว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบต่างๆ ของจีน ทั้งที่ผลิตโดย หนง (กสิกร) และกง (กรรมกร) ภาพจาก 昵图网

แต่ที่จัดพ่อค้าเป็นชั้นล่างสุด เพราะเห็นว่า กลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง หากแต่เก็บเกี่ยวผลกำไรจากการค้าผลผลิตของคนอื่น

ครั้นถึงยุคคอมมิวนิสต์ ตามหลักการไม่มีชนชั้น แต่ในทางปฏิบัติรัฏฐะปฏิบัติต่อประชาชนไม่เท่ากัน โดยอิงกับอาชีพ หากแต่สลับตำแหน่งจากยุคโบราณเป็น "กง หนง ซื่อ ซาง" หรือ กรรมกรนำชาติ กสิกรช่วยหนุน ปัญญาชนช่วยประคอง ส่วนนักธุรกิจยังห้อยท้าย ด้วยเหตุผลเดิม

ในต่างแดนยุคก่อน เมื่อเจ้าถิ่นมองคนจีนหัวเฉียวก็มักนึกถึงทักษะด้านการค้าขายเป็นอันดับแรกๆ
ซึ่งค่อนข้างต่างจากทัศนะจีนแผ่นดินใหญ่ที่ให้น้ำหนักกับปัญญาชนมากกว่า

ภาพลักษณ์พ่อค้าในจีนโบราณและยุคใกล้นั้นไม่สู้ดีนัก พวกบัณฑิตพยายามจะไม่คบค้าสมาคมกับคนกลุ่มนี้ ตามคำสอนของปราชญ์ขงจื่อที่ตั้งแง่รังเกียจพ่อค้าฐานเอาเปรียบคนอื่น ไม่ซื่อสัตย์ และสับปรับ สมัยซ่ง รังเกียจกันถึงขนาดต้องมีคนกลางไว้ติดต่อระหว่างขุนนาง บัณฑิต และพ่อค้าเลยทีเดียว


หอคอยกลางตลาดเมืองผิงเหยา เมืองมรดกโลกแห่งซานซี เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินสมัยชิง ถือเป็นเมืองหลวงของพ่อค้าซานซีก็ว่าได้ ที่มาของภาพ 

ความรังเกียจนี้ ลุกลามไปถึงประเทศใกล้เคียงที่รับวัฒนธรรมจีน เช่น ญี่ปุ่น สถานะของพ่อค้าอยู่ในระดับต่ำสุดเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งที่สุดก็ตาม ในยุคเอโดะ พ่อค้ามั่งคั่งมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจขยายตัวตามจำนวนประชากร ขณะที่ชนชั้นนักรบขัดสนลง เพราะไม่มีรายได้จากการทำสงคราม ยุคนี้ ซามูไรจึงเป็นหนี้เป็นสินพ่อค้ามากมายก่ายกอง ร้อนถึงโชกุนต้องหาทางโยนความผิดให้พ่อค้าใหญ่บางคนที่เป็นเจ้าหนี้ซามูไร เพื่อที่จะริบทรัพย์สินและล้างหนี้ หาไม่แล้ว พ่อค้าจะมีอิทธิพลเหนือผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง

จะเห็นได้ว่า แม้พ่อค้าจะมีเงินมีทองและพยายามดำเนินชีวิตตามครรลองของพวกเขาด้วยการเก็งกำไรและปล่อยกู้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไปกระทบต่อชีวิตชนชั้นสูง จนอยู่ไม่เป็นสุข

อย่างไรก็ตาม พวกพ่อค้าเองก็พยายามหาหนทางมีหน้ามีตาในสังคมด้วยการคบบัณฑิต ดังจะเห็นจากนิยายเรื่อง "หรูหลินไว่สื่อ" (儒林外史 - ตำนานนอกสารบบของวงการบัณฑิต) ที่นักศึกษาอาภัพคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพ่อค้าเขียงหมู กับพวกนายห้าง ส่งเสียเขาเรียนจนจบ

ที่ช่วยเพราะหวังผลตอบแทนจากว่าที่ขุนนาง ส่วนที่รับความช่วยเหลือเพราะสิ้นไร้ไม้ตอก จะเห็นได้ว่า แม้จะมีการแบ่งชั้นสังคม แต่พ่อค้าก็ยังไม่ใช่จะอับจนเสียทีเดียว เพราะผลประโยชน์ค้ำคอทุกฝ่ายไว้ และเงินซื้อทุกอย่างได้มาแต่ไหนแต่ไร

พ่อค้าบางคนใช้วิธีที่ดีกว่านั้น ด้วยการพัฒนารสนิยมแบบบัณฑิต มักแสดงตนว่าอ่านตำราจริยธรรม ในหมู่สมาคมพ่อค้าก็มีการพิมพ์ตำราแบบแผนจรรยาบรรณค้าขายที่อิงกับหลักปราชญ์โบราณ แต่จริงๆ แล้ว พวกเขายังถือตำราอีกเล่ม ว่าด้วยแนวทางการทำธุรกิจล้วนๆ ที่ไม่อิงจรรยาเลย


หนังสือภาพนิยายเรื่องหรูหลินไว่สื่อ ภาพจาก 新浪博客

แม้นความดีงามของพ่อค้าคือแสวงหากำไรก็ตาม แต่พ่อค้าก็ยังเป็นคน และปณิธานสูงสุดอย่างหนึ่งของคนคือ การทำกุศลที่ไม่หวังผลตอบแทน พ่อค้าจำนวนไม่น้อยทำกำไรได้ก็ทุ่มเทเพื่อสาธารณประโยชน์หลายเท่าตัวของกำไร บางคนมีพฤติกรรมน่าสรรเสริญกว่าขุนนางเสียอีก

หนึ่งในนั้นคือ หวางเซี่ยน (王现) พ่อค้าชาวซานซีสมัยราชวงศ์หมิง ซานซีนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดน
นายธนาคาร พ่อค้ามั่งคั่ง แต่พวกเขาไม่ได้มุ่งแต่แสวงหากำไร เพราะมีจรรยาบรรณสูงส่ง ความซื่อสัตย์เป็นที่เลื่องลือ น้ำใจเพื่อสังคมเป็นที่กล่าวขาน ดังนั้นคำครหาชิงชังจึงน้อย การแบ่งชนชั้นจึงทำอะไรพวกเขาไม่ได้

ในห้องรับรองตามบ้านพวกพ่อค้าซานซีมักตั้งรูปกวนอูไว้เพื่อเตือนใจในความซื่อสัตย์ของท่าน ครั้งหนึ่ง
หวางเซี่ยนไปค้าขายแดนไกลจากบ้านไปนาน กลับอีกครั้งทราบว่า คนในบ้านค้าขายฉ้อฉล จึงเรียกคนเหล่านั้นมาโบยตีต่อหน้ารูปกวนอู หวางเซี่ยน ยังสั่งสอนลูกหลานว่า

"...พ่อค้ากับปัญญาชนมีทักษะต่างกัน แต่มีหลักเดียวกัน พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จสั่งสมความมั่งคั่งและใช้ชีวิตสอดคล้องกับศีลธรรมจรรยา ดังนั้น ถึงจะร่ำรวย แต่ไม่อับอายขายหน้าใคร (พ่อค้ากับบัณฑิตนั้น)
ฝ่ายหนึ่งทำกำไรโดยชูคุณธรรมเป็นธงนำ อีกฝ่ายหนึ่งสร้างชื่อเสียงด้วยคุณธรรมจรรยา..."


ป้ายเขียนข้อความว่า ฮุ่ยทง เทียนเซี่ย (匯通天下) แปลว่า รับแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วแผ่นดิน ติดไว้ที่ห้างรื่อเซิงชาง เพี่ยวฮ่าว ในเมืองผิงเหยา

หลักที่พ่อค้าซานซีบูชามาตลอดคือ "ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมนำกำไร" (以义制利 - อี่ อี้ จื้อ ลี่) ทุกวันนี้ธุรกิจจีนบางแห่งก็ยังใช้เป็นคำขวัญกันอยู่

ชื่อเสียงของพ่อค้าซานซีนั้นขจรขจายไปทั่วแผ่นดินจีน มีนามเรียกขานกันว่า จิ้นซาง (晋商) จิ้น เป็นสมัญญานามของมณฑลซานซี (แต่ละมณฑลจะมีสมัญญานาม หรือชื่อเดิม เช่น ซานซีคือ จิ้น) ส่วนคำว่า ซาง แปลว่า พ่อค้า พ่อค้าจิ้นซางมีชื่อเสียงในเรื่องการประกอบธุรกิจที่เก่งกาจ แต่มีคุณธรรม ชื่อเสียงเลื่องลือยาวนานผ่านราชวงศ์ซ่งจนถึงราชวงศ์ชิง จนถึงยุคสาธารณรัฐ พ่อค้ากลุ่มนี้เป็นผู้ริเริ่มธุรกิจแลกเงินและส่งเงิน อันเป็นรากฐานของการธนาคารของจีนในกาลต่อมา นับว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่มีคุณูปการเป็นอย่างสูงต่อเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

อนึ่ง ธุรกิจการเงินที่ชาวพ่อค้าซานซีริเริ่มขึ้นเรียกว่า เพี่ยวฮ่าว (票號) มีจุดกำเนิดมาจากห้างการเงินแห่งหนึ่งในเมืองผิงเหยา เมืองการค้าและเมืองปราการสำคัญของซานซี ในสมัยราชวงศ์ชิง ถือเป็นศูนย์กลางการเงินของประเทศ ปัจจุบันเป็นเมืองมรดกโลก

นอกจากพ่อค้าซานซีแล้ว ในสมัยโบราณพ่อค้าชาวกังนั้ม และฮกเกี้ยน ก็ได้รับการยอมรับ เพราะใช้คุณธรรมของนักปราชญ์ในการทำธุรกิจเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ชนชั้นที่กำหนดไว้มีเพื่อวางกรอบสังคมแบบกว้างๆ แต่ถึงที่สุดแล้ว คนเราจะมีคนยกย่องหรือดูหมิ่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่ำรวยหรือยากจน สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย...หากอยู่ที่การกระทำว่า สอดคล้องกับศีลธรรมจรรยาหรือไม่