Food World

กินเค้กแทนสิ กินขอบพายสิ กินโจ๊กเนื้อสิ!

เล่าลือกันมานานว่า ประโยคที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส คือ คำกล่าวของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่ว่า "ไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กแทนสิ" จนทำให้ประชาชนที่อดอยากโกรธแค้น รวมตัวกันโค่นล้มระบอบกษัตริย์
จับพระนางและพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บั่นพระเศียรด้วยกิโยติน

แต่จริงๆ แล้ว ดูเหมือนพระนางจะไม่ได้พูดอย่างที่ว่าไว้ อีกทั้งก่อนการปฏิวัติ ประชาชนก็ไม่ได้อดอยากอะไรมาก หลังปฏิวัติแล้ว ถึงจะแร้นแค้น คนตายเป็นเบือ

หากจะไล่ที่มาของประโยคที่ว่า "Let them eat cake" หรือ "Qu'ils mangent de la brioche"
ในภาษาฝรั่งเศส จะพบว่ามีหลายที่มา หลายทฤษฎี


หน้าตาของบริออช ต้นเหตุของคำกล่าว "Let them eat cake ที่มาของภาพ

นักประวัติศาสตร์บางท่านพบว่า ประโยคนี้เป็นคำวิจารณ์ล้อเลียนพวกสตรีชั้นสูงในราชวงศ์บูร์บองมากกว่า ประมาณว่า คนชั้นสูงไม่รู้เรื่องความอดอยาก มักจะพูดพล่อยๆ ว่า ไม่มีนี่ก็กินนั่นสิ อะไรทำนองนั้น และเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายมาก่อนที่พระนางมารี อ็องตัวแน็ต จะเดินทางจากออสเตรียมาเป็นคู่ตุนาหงันของ
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ฝรั่งเศส

แม้แต่ ฌอง ฌัก รุสโซ นักปรัชญาเสรีนิยมก็ใช้คำนี้ในทำนองเสียดสี "เจ้าหญิง" หรือ หญิงสูงศักดิ์ฝรั่งเศสยุคนั้น ในงานเขียนอัตชีวประวัติเรื่อง "คำสารภาพ" (Confessions) ซึ่งเขียนขึ้นมาตอนที่พระนางมารี อ็องตัวแน็ต พระชนมายุแค่ 10 พรรษา และคาดว่า "เจ้าหญิง" ที่ รุสโซอ้างถึง คือ พระญาติสตรีชั้นผู้ใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 คือ เจ้าหญิงวิกตอเรีย เป็นผู้เอ่ยประโยคนี้ เจ้านายผู้ใหญ่ทรงไม่ประสาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จึงทรงคิดไปว่า ถ้าไม่มีขนมปัง หรือ แป็ง (Pain) ก็กิน "บริออช" (Brioche) สิ
เจ้าบริออชที่ว่านี้ เป็นขนมปังเนื้ออ่อนหวานคล้ายเค้กที่ชาวบ้านมีอยู่เหลือเฟือ ไม่ได้หมายถึงขนมเค้ก วิจิตรอลังการที่ชนชั้นสูงกินกัน นิยมกินเป็นของหวาน ต่างจากขนมปังทั่วๆ ไป ที่เรียกว่า แป็ง (Pain) ที่กินเป็นอาหารหลักและเนื้อแข็งกว่า


มาเรีย เทเรซา แห่งสเปน หรือที่คนสเปนเรียกพระนางว่า "มารีอา เตเรซา แห่งออสเตรีย (María Teresa de Austria) ที่มาของภาพ

จากบันทึกของท่านเคาท์ แห่ง โพรวองซ์ ระบุว่า เป็นคำกล่าวของพระนางมาเรีย เทเรซา แห่งสเปน ซึ่งเกิดก่อนพระนางมารี อ็องตัวแน็ต นานถึง 100 ปี เรื่องก็คือ พระนางเจ้าทรงได้ยินว่า คนจนไม่มีขนมปังกินกัน จึงทรงตรัสว่า "พิโถ่พิถัง แล้วทำไมไม่กินขอบพายแทนเล่า"

ขอบพาย (pie-crust) คือ ส่วนที่จะเด็ดทิ้งไปหลังอบพายเสร็จแล้ว ร้านอบขนมมักจะนำไปแจกเป็นทานให้คนอนาถากินกันที่หลังร้าน

ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ "เจ้านายสตรีชั้นผู้ใหญ่" ที่ รุสโซ เอ่ยถึงนั้นคือใครระหว่าง เจ้าหญิงวิกตอเรีย หรือ พระนางมารีอา เตเรซา? แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต

แต่ฝ่ายจีนเขาเชื่อว่า ประโยค "Qu'ils mangent de la brioche" น่าจะเล่าต่อๆ กันมาจากเหตุการณ์ในจีนสมัยราชวงศ์จิ้น มาจากประโยคที่ว่า "ไม่กินโจ๊กใส่เนื้อแทนเล่า" (何不食肉糜) ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ตรวจสอบได้ เพราะอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์จิ้น (ตำราจิ้นซู - 晉書) และในตำราประวัติศาสตร์จือจื้อ ทงเจี้ยน (資治通鑑)

ผู้กล่าวประโยคนี้ คือ พระเจ้าจิ้นฮุ่ยตี้ (晋惠帝) หรือ สุมาจง ครองราชย์ระหว่าง ปี ค.ศ. 290–307


โจ๊กใส่เนื้อของพระเจ้าจิ้นฮุ่ยตี้ หน้าตาไม่เหมือนโจ๊กกวางตุ้งบ้านเรา แต่มันคือโจ๊กใส่ธัญพืชที่เรียกว่า สู่ (黍) หรือ
Panicum miliaceum ปลูกขึ้นเฉพาะทางตอนเหนือของจีน ที่มาของภาพ


ฮุ่ยตี้ ทรงเป็นฮ่องเต้ที่มีชะตากรรมน่าสังเวชยิ่งนัก ถูกยัดเยียดให้เป็นเจ้าแผ่นดินทั้งๆ ที่ทรงมีพระสติปัญญาไม่สมประกอบ แต่พระชายาเจ้าเล่ห์เพทุบาย ช่วยเหลือลับๆ จนพระองค์ได้ครองแผ่นดินท่ามกลางศึกชิงอำนาจ บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ตลอดรัชกาลต้องมีผู้สำเร็จราชการบ้านเมืองหลายต่อหลายคน แต่บ้านเมืองก็ยังล้มเหลว ผู้คนนับล้านอดอยากล้มตาย แต่ฮ่องเต้ไม่รู้กระทั่งว่า ความอดอยากเป็นเช่นไร ได้แต่เก็บพระองค์เสวยสุขสำราญในวังหลวง

ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จิ้น (ตำราจิ้นซู - 晉書) บันทึกไว้ว่า....

"ใต้หล้าเกิดโกลา ปวงประชาอดข้าวตายเป็นเบือ ฮ่องเต้ตรัสว่า - ไฉนไม่กินโจ๊กใส่เนื้อแทนเล่า?"

หลังจากตรัสวาทะอมตะนี้ได้ไม่นาน พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ เพราะเสวยขนมแป้งแผ่นอาบยาพิษ คาดว่า
เป็นฝีมือของสุมาเย่ ผู้สำเร็จราชการแทนคนสุดท้ายในรัชสมัยอันวุ่นวายนี้