Armies Weapons and Warfare

เรียกข้าว่าชายชาติทหาร


ร้อยเอกโรเบิร์ต ลูวิส บ็อบ ฮาเวิร์ด ที่มาของภาพ

โรเบิร์ต ลูวิส บ็อบ ฮาเวิร์ด เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1939 ที่เมืองโอเพลิก้า
รัฐอลาบาม่า ในครอบครัวตระกูลทหารที่มีชื่อเสียงของเมือง พ่อของเขาและลุงอีก 4 ท่าน ล้วนแล้วแต่เคยเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่โชคร้ายที่พ่อและลุงอีกท่านหนึ่งต้องเสียชีวิตในสนามรบ นั่นจึงทำให้สถานะครอบครัวของเขาต้องลำบาก เพราะขาดเสาหลักของครอบครัว มันส่งผลต่อสถานะการเงินของครอบครัวของเขาอีกด้วย แม่ของเขาจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวไปอยู่กับญาติ ซึ่งญาติทางฝั่งแม่ก็ใช่ว่าจะมีสถานะที่ดีกว่าเขาสักเท่าไรนัก ฮาเวิร์ดและน้องสาว ต้องทำงานในไร่ฝ้ายเพื่อช่วยเหลืองานของญาติที่เขามาขออยู่อาศัย


ชีวิตปากกัดตีนถีบ ทำให้เขาเป็นนักสู้มาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี ในปี ค.ศ. 1956 เขาหยุดเรียน และไปสมัครเป็นทหาร ซึ่งในช่วงนั้น สงครามเย็นระหว่างอเมริกาและสหภาพโซเวียต กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั่วทุกมุมโลก คอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย ดูเหมือนจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ สงครามตัวแทน และสงครามที่ดำเนินการรบระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง ล้วนแล้วแต่มีสองชาติมหาอำนาจหนุนหลังอยู่แทบทุกสมรภูมิ ขณะนั้น ฉากของสงครามการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย กำลังจะมีเวทีแห่งการรบ ณ ประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อฮาเวิร์ดผ่านพ้นการฝึกและติดยศเป็นจ่าสิบเอก เขาถูกส่งเข้าไปในเวียดนามใต้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาทางการทหารให้แก่กองทัพเวียดนามใต้ ภาระหน้าที่ของเขาล้วนแล้วแต่เป็นปฏิบัติการลับในเวียดนามและยังรวมถึงประเทศข้างเคียงอีกด้วย


จ่าฮาเวิร์ด (ยศในขณะนั้น คนซ้ายใส่หมวก) กับลูกน้องของเขาในเวียดนาม ที่มาของภาพ

เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1967 จ่าฮาเวิร์ดถูกส่งเข้าไปปฏิบัติการลับในเขตแดนลาว ภารกิจนี้เขาได้แสดงออกถึงความกล้าหาญในสนามรบ เมื่อชุดปฏิบัติการของเขาถูกข้าศึกซุ่มโจมตีจากรังปืนกลของข้าศึก และตรึงชุดปฏิบัติการของจ่าฮาเวิร์ดให้อยู่ในพื้นที่สังหาร แต่เขากลับไม่หวั่นไหวต่อข้าศึกที่กำลังจะละลายหน่วยทหารของเขา
จ่าฮาเวิร์ดใช้อาวุธประจำกายยิงต่อสู้กับทหารข้าศึก สามารถสังหารพลซุ่มยิงข้าศึก พร้อมทั้งบุกเข้าโจมตีรังปืนกล และสังหารข้าศึกด้วยตัวเขาเอง รังปืนกลข้าศึกอีกแห่ง เปิดฉากยิงใส่เขา จ่าฮาเวิร์ดหยิบลูกระเบิดของข้าศึกที่อยู่ในรังปืนกลที่เขาพึ่งจัดการไปเมื่อครู่ แล้วค่อยๆ หมอบคลานไปไม่ให้ข้าศึกตรวจพบ และเข้าใกล้รังปืนกลอีกแห่งในระยะขว้างระเบิดมือ ก่อนจะดึงสลักและขว้างมันเข้าไป ระเบิดมือทำหน้าที่สังหารทหารข้าศึกในรังปืนกลจนหมด

เฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายอเมริกัน ถูกเรียกมาเพื่อรับทหารอเมริกันที่ถอนกำลังออกไป จ่าฮาเวิร์ดยิงต่อสู้กับทหารข้าศึกที่เคลื่อนพลเข้ามา พยายามจะปิดล้อมพวกเขาเอาไว้ เขายิงต่อสู้กับข้าศึกอย่างอาจหาญ บอกให้ทหารร่วมรบๆ รีบไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ โดยเขายิงคุ้มกันการล่าถอย อาวุธประจำกายของเขาถูกใช้จนกระสุนหมด แต่จ่าฮาเวิร์ดนำอาวุธจากศพทหารข้าศึกที่เขาสังหาร ใช้มันยิงต่อสู้อย่างไม่ลดละ วันนั้นเขาคือทหารอเมริกันคนสุดท้ายที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์

นี่คือการกระทำที่กล้าหาญ และเสียสละอย่างมากในสนามรบอย่างไม่ต้องสงสัย ทุกๆ ในคนชุดปฏิบัติการต่างเป็นหนี้ชีวิตจ่าฮาเวิร์ดในวันนั้น เขาถูกเสนอชื่อเพื่อรับเหรียญกล้าหาญสูงสุด หรือ เมดอล อ็อฟ
ออนเนอร์ (Medal of Honor) แต่ทว่าการรบครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศลาว และมีข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับความเป็นกลางของประเทศลาว ที่สำคัญนี่คือ ปฏิบัติการลับ ซึ่งไม่ใช่ปฏิบัติการรบทางทหารอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเขาจะไม่ได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุด ซึ่งเหมาะสมกับความกล้าหาญในครั้งนี้ของเขา แต่กลับได้รับเหรียญกล้าหาญ ซิลเวอร์ สตาร์ (Silver Star) แทน

วันที่ 15 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1968 เขาถูกส่งไปยังฐานปฏิบัติการส่วนหน้า (Forward Operating Base) หรือ FOB ซึ่งอยู่ในดินแดนของประเทศลาวอีกครั้ง 4 วันต่อมา จ่าฮาเวิร์ดและชุดปฏิบัติการของเขา ถูกซุ่มโจมตีโดยกองกำลังเวียดนามเหนือ ซึ่งใช้รถถังแบบ PT-76 มันสังหารทหารในชุดปฏิบัติการของเขาไปหลายนาย กำลังจะทำให้ทหารที่เหลือทิ้งอาวุธวิ่งหนี จ่าฮาเวิร์ดหยิบอาวุธต่อสู้รถถังขึ้นมา และเคลื่อนที่เข้าใกล้รถถังข้าศึกอย่างไม่เกรงกลัว เมื่อเข้าไปอยู่ในระยะยิงและอยู่ในตำแหน่งที่เกราะรถถังบางที่สุด เขาใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือ ทำลายรถถังข้าศึกจนกลายเป็นเศษเหล็กไปในพริบตา

มีทหารบาดเจ็บเพราะรถถังคันนี้หลายนาย เฮลิคอปเตอร์พยาบาลกำลังบินลัดฟ้ามาลำเลียงคนเจ็บออกไป แต่ความซวยของฝ่ายอเมริกันยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์พยาบาล ที่กำลังจะร่อนลงจอด กลับถูกข้าศึกยิงใส่จนเสียหาย และร่อนลงฉุกเฉินไม่ห่างออกไปจากจุดที่ทีมของจ่าฮาเวิร์ดอยู่ สัญชาตญาณนักรบที่เต็มเปี่ยมอยู่ในใจ สมกับเป็นลูกหลานในตระกูลทหาร จ่าฮาเวิร์ดเร่งรุดเข้าไปยังจุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดทันที ในตอนนั้น ทหารเวียดนามเหนือบางส่วนกำลังเคลื่อนพลเข้าไปยังจุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด เกิดการยิงต่อสู้กันระหว่างทหารที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์กับทหารเวียดนามเหนือที่เคลื่อนพลเข้ามา
จ่าฮาเวิร์ดฝ่าแนวรบทหารเวียดนามเหนือเข้ามาจนถึงจุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอด เขานำนักบินทั้งสองนาย
และพลปืนประจำเครื่องอีกสองนาย ล่าถอยกลับไปสมทบกับชุดปฏิบัติการของเขาได้สำเร็จ

จ่าฮาเวิร์ดรู้ดีว่า ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม. คือตัวปัญหาสำหรับเฮลิคอปเตอร์ หากแม้นว่าปืนกระบอกนี้ของข้าศึกยังไม่ถูกทำลาย เฮลิคอปเตอร์ที่พยายามบินเข้ามารับพวกเขา ก็คงจะถูกยิงตกอีกแน่นอน ในคืนนั้น จ่าฮาเวิร์ดคืบคลานฝ่าความมืดออกไปยังฐานยิงของปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม. ของทหารเวียดนามเหนือ เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เขาเพียงคนเดียว สามารถคืบคลานเข้าไปจัดการกับปืนต่อสู้อากาศยานข้าศึกได้ด้วยตนเอง นั่นจึงทำให้เฮลิคอปเตอร์สามารถบินเข้ามารับพวกเขาออกไปจากที่นั่นได้ ในการรบครั้งนี้ จ่าฮาเวิร์ดบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดข้าศึก มีสะเก็ดระเบิดจำนวน 14 ชิ้น ฝังอยู่ในร่างกายของเขา แต่เขาก็อดทนสู้กับข้าศึกอย่างไม่แยแสความเจ็บปวดใดๆ วีรกรรมของเขาในครั้งนี้ ทำให้ถูกเสนอชื่อให้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุดอีกครั้ง แต่มันก็ยังเป็นอีกครั้ง ที่เขาถูกปฏิเสธจากรูปแบบภารกิจที่เขาปฏิบัติ


ทหารเวียดนามเหนือขณะเคลื่อนพลผ่านเข้าไปในประเทศลาว ที่มาของภาพ

วันที่ 29 เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1968 จ่าฮาเวิร์ดได้รับคำสั่งให้ไปค้นหาทหารที่สูญหายไปในการรบ บริเวณพรมแดน ลาว กัมพูชา เวียดนาม โชคร้ายตั้งแต่ยังไม่ทันจะถึงพื้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์ในชุดค้นหา ถูกยิงตกไปหนึ่งลำ จากภารกิจค้นหา กลับกลายเป็นการช่วยเหลือตัวเองจากการถูกข้าศึกโอบล้อม ชุดทหารของจ่าฮาเวิร์ดตรึงพื้นที่จุดตกเพื่อรอการลำเลียงทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต การรบครั้งนี้ดุเดือดเป็นอย่างมาก และหมิ่นเหม่ที่พวกเขาจะถูกทำลายทั้งชุด ทหารเวียดนามเหนือในพื้นที่จำนวนมากปิดล้อมพื้นที่ สกัดเส้นทางล่าถอยทุกเส้นทางเอาไว้ เมื่อไม่มีโอกาสจะตีฝ่าออกไปได้ จ่าฮาเวิร์ดออกคำสั่งให้ลูกน้องของเขา ใช้พลั่วสนามขุดหลุมบุคคล ให้ทหารทุกคนหลบอยู่ในหลุมของตนเอง ส่วนเขาวิทยุขอสนับสนุนการทิ้งระเบิด และตำแหน่งที่ให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดลงมานั้น คือจุดที่เขาและชุดปฏิบัติการของเขาอยู่ ไม่นานนักเครื่องบินของฝ่ายอเมริกันก็มาถึง ระเบิดจากเครื่องบินถูกทิ้งลงมา สังหารทหารเวียดนามในพื้นที่การรบแทบทั้งหมด และมันก็ยังสังหารทหารอเมริกันบางส่วนด้วยเช่นกัน เมื่อการทิ้งระเบิดยุติลง จ่าฮาเวิร์ดและลูกน้องต้องรอจนกระทั่งเวลากลางคืน เฮลิคอปเตอร์จึงสามารถมารับพวกเขาออกไปได้ แม้ภารกิจนี้จะไม่สามารถค้นหาทหารที่สูญหายไปได้ แต่จ่าฮาเวิร์ดก็ได้แสดงวีรกรรมอันห้าวหาญอีกครั้งให้ทุกๆ คนในหน่วยได้เห็น นั่นทำให้เขาได้เลื่อนยศ และเสนอชื่อเพื่อเข้ารับเหรียญกล้าหาญสูงสุดอีกครั้ง


ร้อยเอกโรเบิร์ต ลูวิส บ็อบ ฮาเวิร์ด เข้ารับเหรียญกล้าหาญสูงสุด จากมือของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ทำเนียบขาว ที่มาของภาพ

จากความกล้าหาญที่เขาแสดงออกมาในนาทีแห่งความเป็นความตายในสนามรบ ถึง 3 ครั้ง และประกอบกับสถานการณ์ของสงครามที่เปลี่ยนไป กองทัพสหรัฐฯ จึงพิจารณาคุณความดีของเขาอีกครั้ง นั่นทำให้ในที่สุดเขาก็ได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุด ร้อยเอกโรเบิร์ต ลูวิส บ็อบ ฮาเวิร์ด เข้ารับเหรียญกล้าหาญสูงสุด จากมือของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ทำเนียบขาว ในวันที่ 2 มีนาคม ปี ค.ศ. 1971

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam_War
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_L._Howard#Awards_
and_decorations

Website : http://www.history.com/topics/vietnam-war/vietnam-war-history
Website : https://www.britannica.com/event/Vietnam-War
Website : https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/refused-medals-honor-robert-howard.html