Oriental World

“ประตูผี” ก็มีที่ปักกิ่ง

สำหรับคนกรุงเทพฯ น้อยคนนักจะไม่รู้จัก ผัดไทยประตูผี ซึ่งมาจากชื่อย่านประตูผีบริเวณแยกสำราญราษฎร์ เป็นประตูเมืองที่ในสมัยโบราณใช้ลำเลียงศพออกจากในเมืองเพื่อไปทำพิธีกรรมนอกเมือง ที่ปักกิ่งก็มีประตูผีเช่นเดียวกัน แต่ประตูผีที่ปักกิ่งไม่มีผัดไทยขาย มีก็แต่ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่สำหรับคนกรุงเทพฯ น้อยคนนักจะไม่รู้จัก ผัดไทยประตูผี ซึ่งมาจากชื่อย่านประตูผีบริเวณแยกสำราญราษฎร์ เป็นประตูเมืองที่ในสมัยโบราณใช้ลำเลียงศพออกจากในเมืองเพื่อไปทำพิธีกรรมนอกเมือง ที่ปักกิ่งก็มีประตูผีเช่นเดียวกัน แต่ประตูผีที่ปักกิ่งไม่มีผัดไทยขาย มีก็แต่ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่


ซวนอู่เหมิน เมื่อราวทศวรรษ 1940 ที่มาของภาพ 

ซวนอู่เหมิน 宣武门 คือประตูผีแห่งปักกิ่งที่กล่าวถึง ชื่อ ซวนอู่ 宣武 แปลเป็นไทยได้ว่า
“ศักดากองทัพ” ประตูเมืองชั้นในของนครปักกิ่งแต่โบราณมีอยู่ 9 ประตู ประตูเมืองด้านทิศตะวันตก
เฉียงใต้คือ ซวนอู่เหมิน ส่วนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คือ ฉงเหวินเหมิน 崇文门 ที่แปลว่า
“ประตูแห่งเกียรติภูมิพลเรือน”

“ศักดากองทัพ - เกียรติภูมิพลเรือน 宣武 - 崇文” ทั้งสองประตูตั้งตามความเชื่อ
“ซ้ายบุ๋น (พลเรือน) ขวาบู๊ (ทหาร) : 左文右武” ตามหลักระเบียบบริหารบ้านเมืองที่ว่า
“文治武安,江山永固 : พลเรือนปกครอง กองทัพป้องกัน, แผ่นดินมั่นคง”

แล้วเหตุไฉน ซวนอู่เหมิน ประตูแห่งศักดากองทัพ จึงกลายเป็น ประตูผีไปเล่า


ปืนเที่ยง ที่เคยใช้ยิงบนกำแพงประตูซวนอู่ ที่มาของภาพ

แรกเริ่มเดิมที ปักกิ่งมีลานประหารชีวิตนักโทษอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองชั้นใน ณ บริเวณที่ปัจจุบันเรียกกันว่าย่านซีซื่อ 西四 ต่อมาเกิดความรังเกียจว่า ไม่ควรนำนักโทษมาประหารในเขตพระนครชั้นในดูไม่เป็นการมงคล จึงให้นำนักโทษนั่งรถลากออกจากในเมืองด้วยช่องทางประตูซวนอู่เหมิน ข้ามสะพานพร่าวิญญาณ 断魂桥 เพื่อตรงไปสู่ลานประหารแห่งใหม่นอกเมือง ที่ตลาดผักไช่ซือโข่ว 菜市口 แทน ดังนั้นชาวบ้านร้านตลาดถึงเรียกประตูซวนอู่ว่าเป็น ประตูแห่งความตาย 死门 หรือประตูผีนั่นเอง!

ว่ากันว่า สมัยก่อนที่ประตูซวนอู่เหมิน จะมีป้ายเขียนคำไว้สามคำว่า “后悔迟 : สำนึกเมื่อสาย” เป็นเครื่องเตือนใจผู้คนที่ผ่านไปมาให้ประพฤติตนเป็นคนดี เพราะหากประพฤติชั่วก็อาจหัวขาด ถึงเวลานั้น ต่อให้สำนึกได้ก็สายเกิน


ลานประหารที่ไช่ซือโข่ว ที่มาของภาพ

และเพราะนักโทษประหารจะถูกลากออกจากทางประตูซวนอู่เหมินไปประหารนี่เอง จึงเกิดวลีที่ว่า
“拉出宣武门斩首 : ลากออกประตูซวนอู่ไปประหาร” ต่อมาเพี้ยนไปเป็น “拉出午门斩首 : ลากออกประตู
อู่เหมินไปประหาร”
ทำให้คนรุ่นหลังๆ เข้าใจว่าฮ่องเต้สั่งประหารขุนนางที่ประตูอู่เหมินภายในพระราชวังต้องห้าม ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร

พูดถึงเหล่านักโทษประหารที่เคยผ่านประตูซวนอู่ออกไปสู่ลานประหารที่ไช่ซือโข่วนั้นมีเหลือคณา ที่มี
ชื่อเสียงก็มากมายเช่น

ซู่ซุ่น 肃顺 ผู้สำเร็จราชการต้นรัชสมัยถงจื้อ คู่ปรับพระนางซูสีไทเฮา ที่ภายหลังถูกซูสีไทเฮาทำรัฐประหารโค่นล้มสำเร็จ แล้วนำออกจากประตูซวนอู่ไปตัดหัวที่ลานประหาร


หกวิญญูชนแห่งการปฏิรูปอู้ซวี ที่มาของภาพ 

หกวิญญูชนแห่งการปฏิรูปอู้ซวี 戊戌六君子 ซึ่งนำโดยวีรบุรุษถานซื่อถง 谭嗣同 การปฏิรูปอู้ซวีหรือการปฏิรูปร้อยวันในรัชสมัยกวงซวี่ฮ่องเต้ที่เกิดจากการนำเสนอแนวคิดโดยคังโหย่วเหวย, เหลียงฉี่เชาและพวก ซึ่งสุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะน้ำมือพระนางซูสีไทเฮา ฝ่ายปฏิรูปฯ หนีตายจ้าละหวั่น ด้านหกวิญญูชนไม่พ้นเงื้อมมือราชสำนัก ในวันประหารชีวิตถานซื่อถง เมื่อผ่านประตูซวนอู่เหมินออกมา ก่อนเข้าสู่แดนประหาร ถานซื่อถงก็ได้ลั่นวาจาอันองอาจเป็นครั้งสุดท้ายและกลายเป็นอมตะว่า...

有心杀贼,无力回天。死得其所,快哉快哉!
ใจข้าหมายปราบมาร
แต่เกินต้านลิขิตสวรรค์
ตายบนทางนี้มิเคยพรั่น
มาเถิดข้านั้นแสนยินดี!


ถานซื่อถง หนึ่งในหกวิญญูชนปฏิรูปอู้ซวี ที่มาของภาพ 

ที่บริเวณกำแพงด้านบนของประตูซวนอู่นั้น ยังมีปืนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ และเมื่อถึงเวลาเที่ยง ก็จะมีการยิงปืนบอกเวลา คนปักกิ่งสมัยโบราณจะจดจำ “เสียงปืนเที่ยงจากประตูซวนอู่ :宣武午炮” ได้เป็นอย่างดี

ซวนอู่เหมิน ค่อยๆ ถูกรื้อถอนไปทีละส่วนๆ ตั้งแต่ปี 1927 จนกระทั่งในปี 1965 ประตูซวนอู่เหมินที่มีมาอย่างยาวนาน ก็ปลาสนาการไปอย่างสิ้นเชิง ทิ้งไว้แต่ชื่อ ซวนอู่เหมิน ที่ปัจจุบันกลายเป็นชื่อสถานีรถไฟใต้ดิน 宣武门站

ที่นี่เองคือ ประตูผีแห่งนครปักกิ่ง