Armies Weapons and Warfare

ราชสีห์แห่งแอฟริกา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สมรภูมิในยุโรปทวีความดุเดือดมากขึ้น สงครามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและภูมิประเทศอันสวยงามให้กลายเป็นนรกบนดิน ทหารและพลเรือนนับล้านต้องสังเวยชีวิตทั้งในแนวรบด้านตะวันออก และตะวันตก มันเป็นช่วงเวลา 4 ปี ที่สงครามนำพาคนจากทั่วโลกมาร่วมชะตากรรมในสงครามที่ตนเองไม่ได้ก่อ แม้ยุโรปจะเป็นสมรภูมิหลักของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ แต่ยังมีอีกสมรภูมิแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย แต่กลับเป็นสนามรบที่แทบไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การทหาร นั่นก็คือ สมรภูมิในแอฟริกา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เปิดฉากขึ้น ดินแดนในประเทศอาณานิคมของชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมสงคราม มีหน้าที่ส่งกำลังเข้าร่วมรบให้กับแผ่นดินแม่ หรือ ส่งยุทธปัจจัยต่างๆ สนับสนุน เยอรมัน หนึ่งในชาติมหาอำนาจกลาง ซึ่งกำลังขับเคี่ยวกับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป ก็มีอาณานิคมอยู่ในพื้นที่บางแห่งของโลกเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะแอฟริกา ซึ่งเยอรมันมีอาณานิคมอยู่ในทวีปแห่งนี้อยู่ถึง 3 แห่ง ได้แก่ แอฟริกาตะวันตก แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ และแอฟริกาตะวันออก กองทัพพันธมิตรขยายแนวรบของสงครามเข้ามาในทวีปแห่งนี้ เพื่อทำลายและยึดครองอาณานิคมของเยอรมันในแอฟริกา แต่การรบที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับพันธมิตร ในการปิดล้อมและบดขยี้กองกำลังเยอรมันในแอฟริกา กลับกลายเป็นงานยากและโหดหินสำหรับพวกเขา กระทั่งตลอดช่วงสงคราม ฝ่ายพันธมิตรก็ไม่สามารถเอาชัยเหนือกองทัพเยอรมันในแอฟริกาได้เลย และผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของฝ่ายเยอรมันในครั้งนี้ คือนายพลคนหนึ่งผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่า
Löwe von Afrika เลอเวอ ฟอน แอฟริคา หรือ “ราชสีห์แห่งแอฟริกา” นายพลพอล ฟอน เลทโทว โวร์เบค


นายพลพอล ฟอน เลทโทว โวร์เบค ที่มาของภาพ

นายพลพอล ฟอน เลทโทว โวร์เบค เกิดที่เมืองพอมเมอเรเนี่ยน ในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1870 บิดาของเขาเป็นนายทหารในกองทัพปรัสเซีย ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาตามแบบฉบับของครอบครัวทหารในยุคนั้น โวร์เบค เรียนต่อในโรงเรียนประจำที่กรุงเบอร์ลิน หลังจากนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนทหารที่โพท์สดาม จนถึงปี ค.ศ. 1890 เขาได้รับการติดยศเป็นร้อยตรีในกองทัพจักรวรรดิเยอรมัน และได้รับการบรรจุอยู่ในสำนักงานเสนาธิการกองทัพบกเยอรมัน

ในปี ค.ศ. 1900 เขาถูกส่งไปที่ประเทศจีน ในฐานะตัวแทนชาติพันธมิตรสังเกตการณ์การรบระหว่างกองทัพรัฐบาลจีนและกองกำลังกบฏนักมวย ที่นี่เองที่ทำให้เขารู้จัก “การรบแบบกองโจร” แต่เขาเองก็ไม่ชอบยุทธวิธีการรบเช่นนี้สักเท่าไรนัก เขาถือว่าเป็นรูปแบบการรบที่ทำลายเกียรติยศและวินัยของทหาร

ปีต่อมาเขาย้ายกลับไปเยอรมันและได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการ พอถึงต้นปี ค.ศ. 1904 เขาถูกย้ายไปประจำการอยู่ที่อาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันตก ปัจจุบันเป็นประเทศนามิเบีย ในช่วงนั้นอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันตก วุ่นวายเป็นอย่างมาก มีการจลาจลและก่อกบฏไปทั่วตามเมืองสำคัญต่างๆเยอรมันใช้วิธีการปราบปรามชนพื้นเมืองที่ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรงและโหดร้าย การรบแบบกองโจรของกองกำลังฝ่ายกบฏ เกิดขึ้นไปทั่วทุกที่ที่กองกำลังเยอรมันตั้งมั่นหรือเคลื่อนที่ผ่าน การรบครั้งนี้ ยังทำให้โวร์เบค ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาด้านซ้ายและบริเวณหน้าอก เขาถูกย้ายไปรักษาอาการบาดเจ็บที่แอฟริกาใต้

ในปี ค.ศ. 1907 โวร์เบค ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี ได้รับการบรรจุอยู่ในตำแหน่งเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 11 ระหว่างเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1909 จนถึงเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1913 เดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1913 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็น พันโท ทำหน้าที่บังคับบัญชากองกำลังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Schutztruppe หรือ ชุทซ ทรุพเพ่อ แต่ยังไม่ทันได้ไปรับตำแหน่ง ก็มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงให้เขาไปยังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก

ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1914 สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น ผู้พันโวร์เบค รับผิดชอบในการบัญชาการกองกำลังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก ขณะนั้นถูกข้าศึกรายล้อมดินแดนแห่งนี้อยู่โดยเฉพาะกองทัพอังกฤษ มันดูเหมือนว่าอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาถูกทอดทิ้งจากแผ่นดินแม่ เพราะถึงแม้จะมีความพยายามติดต่อกันอยู่ แต่กองทัพอังกฤษก็ขัดขวาง และดำเนินการปิดล้อมอาณานิคมเยอรมันทุกแห่งที่อยู่ทั่วโลก อาศัยที่ว่าพวกเขามีกองทัพเรือที่แข็งแกร่ง และมีกองเรือรบกระจายตัวอยู่ทั่วโลก จึงทำให้ฝ่ายอังกฤษเป็นต่อในเรื่องนี้อย่างมาก

ถึงแม้จะดูเหมือนว่ากองกำลังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกากำลังวิกฤติ แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของผู้พันโวร์เบค เขาตัดสินใจจะนำสงครามไปมอบให้แก่พวกอังกฤษถึงที่ เขายังหวังอีกว่าจะยัดเยียดความปราชัยอย่างย่อยยับแก่กองทัพอังกฤษ ทำให้พวกเขาต้องแบ่งกำลังจากยุโรปเข้ามาสมทบในแอฟริกาแห่งนี้ แต่เหล่าบรรดาข้าหลวงเยอรมันในดินแดนอาณานิคม กลับมีความคิดที่แตกต่างจากผู้พันโวร์เบค สันติสุขในดินแดนอาณานิคมจะเกิดขึ้นได้ เพียงแค่ชาวอาณานิคมและกองกำลังอาณานิคมเยอรมัน ไม่แสดงท่าทีเป็นปรปักษ์กับฝ่ายพันธมิตร แต่ความคิดนี้สำหรับผู้พันโวร์เบค ไม่มีอยู่ในสามัญสำนึกของความเป็นนายทหารเยอรมันที่กำลังเข้าร่วมสงครามเลยแม้แต่น้อย

ต้นเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1914 กองกำลังของผู้พันโวร์เบค จัดวางกำลังตั้งรับการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ของฝ่ายอังกฤษ เขารู้ดีว่ากองทัพอังกฤษคงไม่ปล่อยให้อาณานิคมเยอรมันอยู่อย่างเป็นสุขแน่นอน ก่อนหน้านี้มีการระดมพลเพิ่มอีกเป็น 14,000 นาย พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนพื้นเมือง แต่ได้รับการฝึกวิชาทหารมาเป็นอย่างดีตามแบบฉบับโรงเรียนทหารปรัสเซีย

นอกจากนี้เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชาและการสื่อสาร ผู้พันโวร์เบคไม่รีรอที่จะเรียนรู้ภาษาของชนพื้นเมือง ซึ่งก็คือ ภาษาสวาฮิลี เขาเรียนรู้ รวมถึงจดจำประโยคและคำพูดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เขาฝึกมันทุกๆ วันจนสามารถพูดภาษานี้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเขาเป็นอย่างมากในการสั่งการทหาร เหนือสิ่งอื่นใด แม้ฐานะของผู้พันจะเป็นเจ้าอาณานิคม แต่เขาก็ให้เกียรติและนับถือทหารอาณานิคมของตนเองเยี่ยงทหารเยอรมันที่รบและเสียสละชีพเพื่อเยอรมัน เขาแต่งตั้งนายทหารผิวดำหลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วย เขามักจะกล่าวต่อหน้านายทหารทุกคนในที่ประชุมเสมอว่า "ที่นี่พวกเราทุกคนคือชาวแอฟริกัน"

เมื่อกองทัพอังกฤษยกพลขึ้นบก พวกเขามีกำลังทหาร 8,000 นาย เปิดฉากรุกเข้าสู่แผ่นดินอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยึดเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผู้พันโวร์เบค และทหารใต้การบังคับบัญชาของเขาเคลื่อนพลเข้ามาเผชิญหน้ากับฝ่ายอังกฤษ การรุกโต้ตอบอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจึงเริ่มต้นขึ้น กองทหารอาณานิคมเยอรมัน บุกจู่โจมที่มั่นของฝ่ายอังกฤษแบบยังไม่ทันตั้งตัว พวกเขาบุกฝ่าเข้ามาอย่างหาญกล้าท่ามกลางการระดมยิงสนับสนุน และรุกรบขับไล่ข้าศึกด้วยดาบปลายปืน ทหารอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอาณานิคมจากอินเดีย พากันแตกถอยไม่เป็นกระบวน ต่างคนก็พากันหนีตาย เร่งรีบขึ้นเรือรบ
หลวงฟ็อกที่จอดทอดสมออยู่ในท่าเรือ

เพื่อทำให้พวกอังกฤษและพันธมิตรต้องดึงกำลังทหารมาจากยุโรป ผู้พันโวร์เบคจะต้องเปิดฉากรุกเข้าตีที่มั่นของพวกอังกฤษ ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1915 เขาเคลื่อนกำลังทหารไปตอนเหนือของเมือง จาสซิน (Jassin) ด้วยกำลังทหาร 1,600 นาย เขาสามารถยึดเส้นทางสำคัญ พร้อมกับจุดส่งกำลังบำรุงของพวกอังกฤษเอาไว้ได้ และเหลือเชื่อมาก ที่ทหารของเขาส่วนใหญ่ยังใช้ปืนคาบศิลารุ่นหลังปี 1800 แต่ก็ยังสามารถเอาชนะข้าศึกได้ ชัยชนะที่ได้มานั้น ก็แลกมาด้วยความสูญเสียเป็นจำนวนมากแก่กองกำลังอาณานิคมเยอรมันเช่นกัน ดังนั้น ผู้พันโวร์เบคจึงจำต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การรบ โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับข้าศึกในพื้นที่เปิดโล่ง เปลี่ยนมาเป็นการรบแบบกองโจร ซึ่งเป็นการรบที่เขาเคยดูหมิ่นดูแคลน

ยุทธวิธีของเขาในการเผชิญหน้ากับข้าศึกนี้ ได้รับการยอมรับว่า เป็นการรบแบบกองโจรที่ประสบความสำเร็จอย่างมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะเขาสามารถใช้ประโยชน์จากความชำนาญเส้นทาง และชำนาญภูมิประเทศ ที่มีอยู่ในตัวทหารของเขาได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งที่เขามักจะลวงข้าศึกให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่สังหาร หรือในภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการสนับสนุนใดๆ แต่เป็นประโยชน์ให้แก่ฝ่ายเยอรมัน

และแล้วยุทธศาสตร์ของผู้พันโวร์เบคก็สัมฤทธิ์ผล ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1916 กำลังผสมของอังกฤษและเบลเยี่ยมจำนวนกว่า 48,000 นาย ถูกส่งเข้ามาในแอฟริกาตะวันออก นับว่าเป็นกองกำลังข้าศึกขนาดใหญ่ที่ถูกส่งเข้ามาเผชิญหน้ากับกองกำลังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกา แม้ข้าศึกจะมีกำลังมหาศาล แต่ราชสีห์แห่งแอฟริกาก็ไม่หวั่นไหว เขาดำเนินกลยุทธ์ถอยอย่างเป็นระบบ และลวงให้กองทัพข้าศึกติดตามเข้ามา ซึ่งระหว่างที่กองกำลังผสมอังกฤษและเบลเยียม ไล่ตามกองกำลังอาณานิคมเยอรมัน พวกเขาก็ถูกซุ่มโจมตี และโดนฝ่ายเยอรมันเข้าตีฉาบฉวยอยู่ตลอดเวลา กลยุทธ์การรบแบบกองโจรและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ยังทำให้ฝ่ายเยอรมันคงความได้เปรียบในสนามรบ หมู่บ้าน เมือง หรือจุดส่งกำลังบำรุงที่สำคัญของข้าศึก มักจะถูกกองกำลังเยอรมันจัดกำลังทหารขนาดเล็ก เข้ามาโจมตีและปล้นชิงยุทธปัจจัยสำคัญอยู่เสมอ

สุดท้ายแล้วกองกำลังผสมอังกฤษและเบลเยี่ยม ก็ไม่สามารถจัดการกับกองกำลังอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันออกได้ จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม และในวันที่ 14 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1918 กองกำลังเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก ก็ยอมวางอาวุธต่อกองทัพอังกฤษอย่างเป็นทางการ ผู้พันโวร์เบคนำทหารของเขาเคลื่อนพลออกมาพบกับกองกำลังอังกฤษ ซึ่งมีข้าหลวงแห่งโรเดเซียเฮกเตอร์ ครอด เป็นตัวแทนในการยอมรับการยอมจำนน ตลอดสี่ปีของสงคราม เขาเหลือทหารในการบังคับบัญชาไม่ถึง 2,000 นาย จากเดิมที่มี 15,000 นาย เขาแทบไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากแผ่นดินแม่เลย แต่เขาและทหาร ยืนหยัดสู้กับข้าศึกจนวันสุดท้าย


โวร์เบค (ขี่ม้านำหน้า) ท่ามกลางชาวเยอรมันนับพันที่มาต้อนรับ การกลับมาของวีรบุรุษชาติอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเบอร์ลินในปี
ค.ศ. 1919 ที่มาของภาพ


เมื่อเขากลับสู่ประเทศเยอรมัน ประชาชนเยอรมันพากันต้อนรับเขาในฐานะวีรบุรุษของประเทศชาติ กองกำลังอาณานิคมเยอรมันของโวร์เบค คือกองกำลังเยอรมันสุดท้ายที่ยอมจำนน แม้จะขาดแคลนอาวุธและกระสุน กระทั่งมีจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ไม่เคยแพ้ในการรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขายืนหยัดสู้อย่างทระนงองอาจดุจราชสีห์มาตลอดช่วงสงคราม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Paul_von_Lettow-Vorbeck
Website : https://www.warhistoryonline.com/world-war-i/paul-von-lettow-vorbeck-german-ww1-guerilla-commander.html
Website : https://todayinhistory.blog/tag/lion-of-africa/
Website : https://www.historyanswers.co.uk/history-of-war/world-war-1-leaders-the-10-greatest-german-generals-fighting-for-the-kaisers-cause/
Website : http://timashby.com/the-german-general-who-told-hitler-to-go-screw-himself/