Crazy World

อาชีพแปลก ๆ ในสมัยกลาง

จะว่าไปการทำมาหากินของมนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัยก็แทบไม่ได้ต่างกันนัก เพราะแต่ละอาชีพก็ตอบสนองความต้องการหรือความจำเป็นของสังคมในเวลานั้น ๆ เมื่อเวลาผ่านไปอาชีพบางอาชีพจะหายไปก็ไม่แปลก ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเพราะ “หมดหน้าที่” ไปแล้ว เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนทำให้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไป หรือเพราะสังคมต้องการสิ่งที่มากกว่าอาชีพเดิมจะทำได้

สิ่งที่พูดมาดูจะเป็นสากล ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ไม่ได้ทำอาชีพที่เคยมีอยู่และน่าจะ “รุ่งเรืองเฟื่องฟู” มาก หมดความสำคัญไป

ใช่ครับ ผมกำลังจะพาผู้อ่านไปพบกับอาชีพที่น่าจะเรียกว่า “สุดแปลก” ในสมัยกลาง

ทำไมถึงเรียกว่าอาชีพแปลกประหลาด ในเมื่อมีอาชีพอีกมากมายก่ายกองที่คนทำกันเพื่อยังชีพบ้าง สร้างฐานะบ้าง...นั่นก็เพราะอาชีพเหล่านี้เป็นที่ต้องการและมีความสำคัญต่อความเป็นไปต่าง ๆ ในสังคมมากกว่าอาชีพอื่น ๆ และส่วนหนึ่งน่าจะเพราะมีคนทำอาชีพเหล่านี้มาก (ก็เพราะคงเห็นว่าทำเงินดี เป็นที่ต้องการ พูดง่าย ๆ ทำแล้วขายได้ มีลูกค้าแน่นอน...ดู ๆ ไปก็ไม่ต่างกับปัจจุบันเท่าไหร่)

การมีคนผลิตสินค้าแบบเดียวกันออกมามาก ๆ ถ้ามองในแง่ปัจจุบัน ก็คงทำให้เกิดการแข่งขันสูง จนกระทั่งลูกค้ามีโอกาสเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แล้วตามกลไกตลาดก็จะทำให้สินค้าด้อยคุณภาพหายไปเองโดยอัตโนมัติ แต่ในสมัยกลาง มีอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในกระบวนการดังกล่าว นั่นคือ สมาคมอาชีพ หรือที่ชอบเรียกกันว่า guild (กิลด์) ที่อาจมาในชื่อแปลก ๆ เช่น ภราดรแห่ง....พันธมิตรแห่ง....เป็นต้น


ตราสมาคมอาชีพ (guild) ของเยอรมันสมัยกลาง ที่มาของภาพ

แง่หนึ่ง ถ้าคุณอยากทำมาค้าขายอะไรสักอย่างในสมัยกลาง เช่น เป็นช่างตีเหล็ก ช่างทำเทียนไข หรือทำผ้าปักแขวน เป็นต้น ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ทำได้เลย ส่วนใหญ่คุณจะต้องไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมอาชีพ หรือ กิลด์ (guild) เสียก่อน แล้วเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กฝึกงานกับนายช่างที่จะคอยฝึกสอนทักษะต่าง ๆ ให้คุณอยู่หลายปี ระหว่างนี้คุณจะไม่ได้ค่าจ้างเลย แต่จะต้องกินนอนอยู่กับบ้านนายช่าง (มีห้องและอาหารให้) จนกว่าคุณจะมีผลงานที่แสดงฝีไม้ลายมือระดับ “นายช่าง” แล้ว จึงจะสามารถรับงานของตนเองได้ กระนั้นคุณก็ยังต้องช่วยเหลืองานของสมาคมอาชีพที่คุณสังกัดซึ่งดูจะมีงานมากกว่างานประจำของคุณเองเป็น
2-3 เท่าเลยก็มี เรียกว่างานการกุศลที่เบียดเบียนงานประจำก็ไม่ผิดนัก

สมาคมอาชีพ หรือ กิลด์ เหล่านี้ จะทำหน้าที่เหมือน ๆ กับสมาคมวิชาชีพในปัจจุบัน คือ กำหนดมาตรฐานของสินค้า รับจดทะเบียนผู้ผลิต/ผู้ค้า ช่วยเหลือผู้ผลิตที่ประสบปัญหา (ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก) และลงโทษคนที่ทำผิดกฎขององค์กร เช่น สมาคมอาชีพคนทำขนมปังลงโทษคนที่แอบปนทรายลงไปในขนมปัง เพื่อลดปริมาณแป้ง เพิ่มน้ำหนักขนมปัง หรือใช้เมล็ดธัญพืชเก่าขึ้นรามาทำจนทำให้คนที่ซื้อไปกินเจ็บป่วย เป็นต้น

แล้วอย่าลืม กิลด์เหล่านี้มีอภิสิทธิ์สูงพอที่จะชี้นำสังคมได้ว่า สินค้าร้านไหนดี หรือไม่ดี มีมาตรฐานควรซื้อหา ร้านไหนหรือผู้ผลิตคนไหนทำของไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าสมาคมฯ หรือ กิลด์ เหล่านี้ก็เป็นผู้มีอิทธิพลที่กำหนดทิศทางของการผลิต และขยายไปถึงการชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้ผลิตหลาย ๆ ราย ที่อาจถูกมองว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการรวมหัวกันกลั่นแกล้งของกลุ่มผลประโยชน์ใน
สมาคมฯ ก็เป็นได้

ข้อมูลเกี่ยวกับสมาคมอาชีพต่อไปนี้มาจากเอกสารเก่าระหว่างศตวรรษที่ 14-19 ที่บอกเล่าเรื่องราวขององค์กรอาชีพต่าง ๆ ในกรุงลอนดอน

ช่างทำธนูและช่างทำลูกธนู

ก่อนการประดิษฐ์ปืนในศตวรรษที่ 14 ขีปนาวุธหรืออาวุธที่พุ่งไปเป็นวิถีโค้งระยะไกลในโลกสมัยกลางคือธนูและหน้าไม้ (ส่วนอาวุธสำหรับการรบระยะประชิดคือดาบ กระบองและกริชหรือมีดสั้น) ช่างธนูเป็นช่างฝีมือที่ผลิตธนูและหน้าไม้ด้วยไม้เนื้อแข็ง ในลอนดอนมีสมาคมอาชีพช่างทำลูกธนูเกิดขึ้นในปี 1371 มีหน้าที่ในการผลิตลูกธนูและลูกดอกหน้าไม้ อาชีพเหล่านี้ถือว่ารุ่งเรืองมากในยามสงคราม เรียกกันว่าผลิตส่งให้กองทัพต่าง ๆ แทบไม่ทันในแต่ละวัน ส่วนในยามสงบ ช่างเหล่านี้ก็จะผันตัวเองไปผลิตอุปกรณ์ล่าสัตว์ให้ชนชั้นสูง


ธนูและลูกธนูอุปกรณ์สำคัญในการรบและการล่าสัตว์ ที่มาของภาพ


ผ้าปักหรือพรมทอใช้แขวนผนัง ที่มาของภาพ 


ช่างเย็บปักถักร้อยและช่างทำเบาะ
ช่างเย็บปักถักร้อยในสมัยกลางทำหน้าที่ผลิตสิ่งที่เรียกว่า tapestry พรมขนสัตว์ที่ใช้แขวนประดับผนัง เรียกกันสั้น ๆ ว่า พรมแขวน หรือผ้าปักแขวน ซึ่งสิ่งทอเหล่านี้จะได้รับการผลิตขึ้นอย่างประณีตมีลวดลายต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นภาพจากฉากบางช่วงบางตอนในพระคัมภีร์ไบเบิลสำหรับนำไปแขวนประดับผนังอาคารทางศาสนาหรือปราสาทต่าง ๆ สมาคมอาชีพนี้ประสบปัญหาอย่างมากในช่วงหลังการปฏิรูปศาสนาในยุโรป เพราะนิกายโปรแตสแตนท์ต่อต้านการประดับตกแต่งที่อลังการเหล่านี้ อีกทั้งเมื่อเกิดการระบาดของกาฬโรคในศตวรรษที่ 14 และการเกิดสงครามอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา ทำให้สมาคมนี้ได้รับผล
กระทบไม่น้อยไปกว่าสมาคมอาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนเมื่อ
ค.ศ. 1666 สร้างความเสียหายแก่ผลงานชิ้นสำคัญ ๆ ระดับมาสเตอร์พีซไปมากกว่าที่จะประเมินได้

ช่างทำเทียน
อุปกรณ์ให้แสงสว่างในสมัยกลางต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการผลิตขึ้นมาให้ได้มาตรฐาน นั่นคือ ช่างทำเทียนที่ผลิตเทียนสำหรับใช้ในอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ทั่วยุโรป ขณะเดียวกันช่างเหล่านี้ก็จะผลิตสบู่ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัตถุดิบเดียวกันอีกด้วย ทั้งนี้ ในสมัยกลางมีเทียน 2 แบบ คือ เทียนขี้ผึ้งสำหรับใช้ในโบสถ์และบ้านเรือนชนชั้นสูง จุดเด่นของเทียนขี้ผึ้งคือกลิ่นเบาบางและมีควันน้อยกว่า ส่วนอีกแบบหนึ่งคือเทียนไข ที่มีราคาถูกกว่าเพราะผลิตมาจากไขมันสัตว์ที่หาได้ง่ายกว่าและมีปริมาณมากกว่าขี้ผึ้ง แต่เมื่อจุดใช้ก็จะพบว่ามีกลิ่นแรงและมีควันที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์มากกว่าด้วย แต่เพราะมีราคาถูกกว่าเทียนขี้ผึ้งจึงทำให้ชนชั้นล่างที่มีรายได้น้อยนิยมซื้อหา แต่ก็กลับกลายเป็นว่าเทียนชนิดนี้กลายเป็นสินค้า “อันตราย” ทั้งต่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนเหล่านั้น ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบัน ถึงจะไม่มีใครมานั่งทำเทียนขี้ผึ้งหรือเทียนไขกันแล้ว แต่ยังพบว่ามีคนที่มีเวลาว่างมากพอที่จะทำงานฝีมือด้วยงานอดิเรกจำพวกการทำเทียนแบบ hand-made แม้จะไม่ได้อยู่ในปราสาทอันทึบทึมและอับชื้นแล้วก็ตาม



ช่างทำรองเท้าและช่างซ่อมรองเท้า
ในสมัยกลาง สมาคมอาชีพต่าง ๆ ล้วนแต่เก็บความลับทางการค้าของตนเองไว้ บ่อยครั้งที่ทักษะของช่างฝีมือคนหนึ่ง ๆ อาจใกล้เคียงกับอีกคนหนึ่งจนทำให้เกิดความสับสนได้ ดังเช่น ในแง่เทคนิค ช่างทำรองเท้า (cordwainer) จะนำหนังสัตว์มาตัดเย็บเพื่อผลิตเป็นรองเท้าแบบใหม่ ๆ ส่วนช่างซ่อมรองเท้า (cobbler) มีหน้าที่ซ่อมแซมรองเท้าที่ชำรุดสึกหรอ แต่ไม่สามารถตัดเย็บรองเท้าขึ้นใหม่ได้ (ภาวะเช่นนี้อย่างน้อยก็พบในอังกฤษ) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเอกสารกำกับการประกอบอาชีพที่ช่างผู้นั้นได้รับจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ช่างหนัง
ช่างทำรองเท้าจะไม่มีงานทำหากปราศจากวัตถุดิบจากช่างฟอกหนัง ซึ่งรวมงานตั้งแต่ลอกหนัง ฟอกหนังและย้อมหนัง ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อให้ได้หนังคุณภาพสำหรับนำไปผลิตเป็นสินค้าที่ต้องการความทนทานเหมาะสมกับการใช้ง่ายประเภทต่าง ๆ หนังที่ใช้มีทั้งหนังวัวและหนังหมู อาจมีหนังสัตว์อย่างอื่น ๆ อีก ในสมัยกลางไม่ได้แยกช่างกลุ่มออกจากกันชัดเจน ส่วนใหญ่เรียกรวม ๆ ว่า ช่างหนัง แต่หากจะจัดลำดับสูงต่ำในสมาคมอาชีพด้านนี้ ตำแหน่ง ช่างฟอกหนัง ถือว่ามีศักดิ์ศรีมากที่สุด เพราะเป็นคนที่ “ฟอก” หรือทำความสะอาดหนังเพื่อให้มีความยืดหยุ่น แข็งแรงและกันน้ำได้ รวมถึงยังย้อมหนังให้มีสีต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง

ช่างทำเกือกม้า
ในสมัยกลางหากต้องการเดินทางไปยังเมืองที่ห่างออกไปสัก 10 ไมล์ (ราว ๆ 16 กิโลเมตร) ก็มักใช้การเดินทางเท้า แต่หากต้องเดินทางไปไกลกว่านั้น การขี่ม้าเป็นสิ่งจำเป็นและช่วยให้การเดินทางสะดวกกว่า ด้วยเหตุนี้ ช่างทำเกือกม้าจึงมีความสำคัญมาก ช่างฝีมือเหล่านี้จะตัดแต่งและดูแลรักษาตีนม้าพร้อมตอกเหล็กเข้าไปบน “เล็บ” ม้าเพื่อให้มันเดินหรือวิ่งบนพื้นได้สะดวก ไม่เกิดอาการเล็บแตกจนเจ็บ และเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง เหล็กเกือกม้ามีทั้งที่ช่างเหล่านี้ตีขึ้นเองและได้มาจากช่างเหล็กอีกต่อหนึ่ง สมาคมอาชีพช่างทำเกือกม้าในกรุงลอนดอนก่อตั้งขึ้นในกลางศตวรรษที่ 14 นอกจากจะทำหน้าที่ที่กล่าวมาแล้ว ยังให้บริการด้านสัตวบาล (แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดว่า ทำหน้าที่เหมือนสัตวแพทย์อย่างปัจจุบันหรือไม่)


ช่างตีเหล็กและช่างทำเกือกม้า ดูแลม้าที่เป็นพาหนะสำคัญในการเดินทางไกลสมัยกลาง ที่มาของภาพ


เอกสารจัดตั้งสมาคมช่างทำเกือกม้าของเยอรมัน เมื่อ ค.ศ. 1769 ที่มาของภาพ 


ช่างทำบังเหียนม้า
อุปกรณ์การขี่ม้าที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเกือกม้า ได้แก่ บังเหียนและอานม้า จึงต้องการผู้ผลิตมืออาชีพเพื่อให้ได้สินค้ามาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นบังเหียน เดือยติดรองเท้า (สำหรับกระตุ้นม้า) และโกลน (เหล็กสำหรับเหยียบเมื่อขี่ม้า) ในกรุงลอนดอนมีการออกเอกสารจัดตั้งสมาคมอาชีพช่างฝีมือเหล่านี้ขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1261ทั้งนี้ ในขณะที่สมาคมอาชีพอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงหรือปิดตัวเอง แต่สมาคมอาชีพช่างทำบังเหียนม้ายังดำรงอยู่และมีความเข้มแข็งมากขึ้น อย่างกรณีของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่ง

สหราชอาณาจักร ทรงดำรงตำแหน่ง “นายช่างใหญ่” ของสมาคมช่างทำบังเหียนม้าระหว่างปี 1992-1993

คนขายสัตว์ปีก
สมาคมแห่งนี้ได้รับเอกสารอนุญาตให้ก่อตั้งขึ้นในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1368 ทำหน้าที่รับผิดชอบการขายสัตว์ปีก อาทิ ไก่ ไก่งวง เป็ดและห่าน รวมไปถึงนกพิราบ หงส์ กระต่ายและสัตว์ที่ล่าเป็นกีฬาอย่างอื่น ๆ
(น่าแปลกที่มีกระต่ายรวมอยู่ด้วย แต่ก็เข้าใจ) การเกิดองค์การเช่นนี้ขึ้นมาย่อมอธิบายความสำคัญของสัตว์เหล่านี้ในฐานะแหล่งอาหารที่หากเกิดการขาดแคลนขึ้นมาก็อาจนำไปสู่การก่อการประท้วงหรือจลาจลได้ ดังนั้น ก่อนการก่อตั้งสมาคมผู้ขายสัตว์ปีกขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ถึงกับออกพระบรมราชโองการกำหนดราคาขายสัตว์ปีก 22 ชนิดแบบตายตัวเลยก็มี

คนคัดลอกเอกสาร
สมาคมแห่งอาลักษณ์กรุงลอนดอนตั้งขึ้นเมื่อปี 1373 แต่ได้รับเอกสารจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1617 หรือเกือบ 300 ปีให้หลังในแผ่นดินพระเจ้าเจมส์ที่ 1 เพราะต้องไม่ลืมว่าอาชีพนักเขียนหรือนักคัดลอกเอกสารในสมัยโบราณนั้นไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรตินักเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ ยิ่งกว่านั้น สมาคมนี้มิได้มีหน้าที่ในการคัดเลือกประกาศหรือบทละครใด ๆ ออกวางขาย นอกจากการเป็นแหล่งรวมของคนเขียน
(คัดลอก) เอกสารทางกฎหมายหรือสัญญาต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานหลัก ส่วนงานรองก็มักจะเขียนเอกสารสำคัญจำพวกพงศาวลีหรือลำดับสายตระกูล (พร้อมวาดตราประจำตัว) รวมไปถึงการเขียนอักษรศิลป์ (calligraphy) ซึ่งยังคงมีการดำเนินการสืบต่อมาจนถึงอย่างน้อยก็ปี 1999


พนักงานคัดลอกเอกสาร ที่มาของภาพ 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.thoughtco.com/medieval-guilds-4147821
https://en.wikipedia.org/wiki/Guild
http://employees.oneonta.edu/farberas/arth/ARTH200/artist/guilds.html
Jovinelly, J. and Netelkos, J. 2007. The Crafts and Culture of a Medieval Guild. NY: Rosen Publishing Group.