World Clvilization

หนี้สินและดอกเบี้ย...เรื่องปวดใจของคนโรมัน

พูดถึงการเป็นหนี้ ไม่มีใครอยากมีไว้ในครอบครองเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หากมีความจำเป็นหรือบางครั้งจำต้องยอมรับสภาพหนี้เสียแล้ว ก็คงไม่เป็นอันกินนอนเป็นสุขสักเท่าไหร่

สิ่งหนึ่งตามมาพร้อมกับการกู้หนี้ยืมสิน คือ ดอกเบี้ย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “ดอก” ของ “เบี้ย” คือส่วนที่งอกเงย (และงอกงามในสายตาเจ้าหนี้) จากเงินต้นที่กู้ยืมกัน ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันก็มีทั้งแบบพอดีพองาม หรือแบบหฤโหดจนลูกหนี้ไม่อาจจ่ายได้ ต้องใช้ทางออกอื่นเพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงการเก็บดอกเบี้ยที่รุนแรงไม่แพ้จำนวนเงิน ซึ่งปัจจุบันเองก็ยังมีให้เห็นกันอยู่

วันนี้เรามีเรื่องหนี้สินและดอกเบี้ยสมัยโรมันมาฝากกันครับ...

เรื่องราวของเราเริ่มขึ้นเมื่อสิ้นศตวรรษที่ 3 ในอียิปต์สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมัน หญิงคนหนึ่งที่เมืองเมมฟิส นามว่า เอาเรลีอา เทซิส (Aurelia Taesis) เธออ่านหนังสือไม่ออกและดำรงชีวิตด้วยการทอผ้า แต่เมื่อพ่อเธอเสียชีวิตลง ได้ทิ้งมรดกเป็นหนี้จำนวน 18,000 เหรียญเงินดราชมา (drachma)

ด้วยความที่เธอเป็นหญิงตัวคนเดียว จึงถูกบังคับให้หาคนมาช่วยบรรเทาหนี้สินเหล่านั้น

แน่นอน เธอหาได้ แต่คนให้กู้ยืมเงินมา “ปิด” หนี้ของพ่อ ใช่ว่าจะเป็นคนใจบุญสุนทานสักเท่าไหร่ เพราะเอาเรลีอาไปขอยืมเงินจากหญิงคนหนึ่งที่หมู่บ้านการานิส (Karanis) เป็นเจ้าหนี้ของเธออยู่เดิมแล้ว
ยิ่งทำให้จำนวนหนี้เพิ่มพูนเข้าไปอีก และตามกฎหมาย เจ้าหนี้มีสิทธิในทรัพย์สินทั้งหมดของเอาเรลีอาไปตลอดจนกว่าเธอจะชำระหนี้ได้ทั้งหมด

สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อเอาเรลีอาได้รับข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ในการชำระดอกเบี้ยและหนี้สิน ด้วยการ “ลงชื่อ” ในสัญญาที่เธอเองก็อ่านไม่ออก นับจากนั้น เธอก็ใช้ทักษะการทอผ้าและการทำงานบ้านให้กับ
เจ้าหนี้แบบเต็มเวลา เท่ากับว่าเพื่อชำระหนี้ให้พ่อบังเกิดเกล้า เธอต้อง “ขายตัว” ลงเป็นคนรับใช้ในบ้านของเจ้าหนี้ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเธอเป็นระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตร ไปตลอดชีวิต…


แผ่นปาปิรุสที่เป็นเอกสารแสดงหนี้สินของ เอาเรลีอา เทซิส ในอียิปต์ ประมาณ ค.ศ. 276 - 282 ที่มาของภาพ 


ทาสหญิงรับใช้นายทาส (เจ้าหนี้) ของตน ที่มาของภาพ

เอกสารที่กล่าวถึงเรื่องราวข้างบนนี้เป็นแผ่นปาปิรุสที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นหนึ่งในเอกสารนับพัน ๆ ชิ้นที่นักเดินทางและนักโบราณคดีรวบรวมไว้ แต่กระนั้นก็เป็นเรื่องของอียิปต์ในสมัยโรมัน ยังไม่มีเรื่องราวที่กล่าวถึงการให้กู้ยืมกันในจักรวรรดิโรมันจริง ๆ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้มีการพบแผ่นขี้ผึ้งติดอยู่บน
แผ่นไม้ หรือ แท็บเล็ต (tablet) ซึ่งใช้เป็นวัสดุรองรับการเขียนในโลกตะวันตกยุคโบราณ


แผ่นขี้ผึ้งที่ผ่านการทำความสะอาดและทำสำเนาลายมือที่เขียนลงบนแผ่นขี้ผึ้งที่เกิดเป็นรอยกดบนแผ่นไม้ที่รองอยู่ด้านล่าง กรณีนี้กล่าวถึงเรื่องราวของทิบูลุส (Tibullus) ทาสที่เป็นอิสระและยังชีพด้วยการเป็นนักเขียน ซึ่งเป็นหนี้กราตุส (Gratus) ทาสที่เป็นอิสระ
อีกคนหนึ่ง จำนวน 105 ดีนารี ระบุสถานที่คือ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 57 ที่มาของภาพ


แผ่นขี้ผึ้งจำนวนมากที่เรียกรวม ๆ ว่า Bloomsbury tablets นี้ พบในนครลอนดอน หลังจากที่นักวิชาการทำความสะอาดและศึกษาร่องรอยที่ขีดเขียนลงบนแผ่นขี้ผึ้งเหล่านี้แล้วก็พบว่า มีเรื่องราวการกู้ยืมรวมอยู่ด้วย เมื่อยิ่งพิจารณาลึกลงไปอีกก็เห็นได้ว่า การกู้ยืมนั้นดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันของคนโรมันทั่วทั้งจักรวรรดิก็ไม่ผิดนัก อย่างที่ปอมเปอีเรามีลายเส้นบนผนังร้านเหล้าบอกจำนวนเงินที่ยืมไป พร้อมสิ่งที่เจ้าหนี้ยึดไว้เป็นหลักประกัน อย่างเช่นเสื้อผ้าหรือข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ

ส่วนอัตราดอกเบี้ยรายปีจากการกู้ยืมอยู่ระหว่าง 45 - 75% ต่อปี!!!

แม้ว่าเอกสารของคนปล่อยเงินกู้และเอกสารอื่น ๆ จะบ่งชี้ว่า การปล่อยเงินกู้นั้นมีทั้งที่ทำแบบเป็นอาชีพ เป็นล่ำเป็นสัน ไปจนถึงแบบกึ่งอาชีพ คือให้กู้ยืมเงินจำนวนเล็กน้อย

จักรวรรดิโรมันเองก็วิตกถึงอันตรายจากการกู้ยืมเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการป้องกันความวุ่นวายในสังคม (กรณีลูกหนี้ตีรวนไม่ยอมจ่าย หรือกรณีเจ้าหนี้ให้กำลังบีบบังคับเร่งรัดหนี้สิน ฯลฯ) เป็นเป้าหมายของหน่วยปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้รัฐต้องเข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันการใช้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไปของพวกคนปล่อยกู้หน้าเลือดทั้งหลาย


เหรียญเงินดีนารีสมัยโรมัน ที่มาของภาพ

สิ่งที่ตามมาคือ การปรับอัตราดอกเบี้ย โดยที่อียิปต์นั้นกำหนดไว้ไม่เกิน 12% ต่อปี สำหรับสินเชื่อเงินสด ลดลงจากเพดาน 24% ที่เคยใช้กันอยู่ในสมัยราชวงศ์โทเลมีก่อนที่โรมันจะยึดครองอียิปต์ แต่ปัญหาที่ชาวโรมันต้องพบก็คือ คนอียิปต์ในเวลานั้นไม่ได้คิดเป็นร้อยละ (%) แต่คิดเป็นผลคูณและเศษส่วน เช่น ต้องจ่ายเงิน 1 ดราชมา ต่อการเงิน 100 ดราชมา ในแต่ละเดือนที่ยืมไป คิดเป็นดอกเบี้ย 12 ดราชมาสำหรับเงิน 100 หน่วยที่ยืมไปทั้งปี หรือคิดแบบปัจจุบันก็คือดอกเบี้ย 12 % ต่อปี นั่นเอง

ความพยายามจำกัดอัตราดอกเบี้ยก็ดูจะสำเร็จอยู่บ้าง แต่ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่า ยังมีการปล่อยกู้ที่เรียกดอกเบี้ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ไม่น้อย เพียงแต่จำนวนผู้กู้ที่ยอมกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงนั้นก็มีไม่มาก จนกลายเป็นปัญหาของรัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสันนิษฐานทางวิชาการอยู่ว่า อาจเป็นไปได้ที่มีการกู้ยืมที่ไม่ปรากฏเอกสารตกทอดมาถึงปัจจุบันด้วย

นอกจากนี้ในอียิปต์สมัยจักรวรรดิโรมันยังมีข้อกำหนดว่า ดอกเบี้ยรวมที่ลูกหนี้ต้องจ่ายนั้นต้องไม่เกินเงินต้น (capital) ที่กู้ไป แต่ดูเหมือนการควบคุมด้วยกฎหมายข้อนี้ อาจไม่มีผลบังคับใช้จริงจังแม้รัฐจะพยายามทำให้เป็นผลได้จริงก็ตาม

เรามีหลักฐานชิ้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมในเวลานั้น คือ ลูกหนี้ที่มีความผิดจะต้องถูกจำคุก แต่หากลูกหนี้รู้สึกไม่พอใจเจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจได้ ดังปรากฏในหนังสือร้องเรียนที่
พูบลิอุส มาร์คิอุส คริสพุส (Publius Marcius Crispus) หนึ่งในคณะผู้บริหารอียิปต์ ได้รับเมื่อ ค.ศ. 147 สรุปได้ว่า

...โทเลเมอุสและพวกเป็นคนปล่อยเงินกู้ที่ทำขัดต่อกฎหมาย โดยเรียกดอกเบี้ยในอัตรา 48 % ต่อเดือน พวกเขาใช้อำนาจที่อ้างว่าตนมี โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ส่งนักเลงหัวไม้เข้ามายังหมู่บ้านพร้อมกระทำการรุนแรงต่าง ๆ ...ท่านยังจะได้ข้อมูลจากคนอื่น ๆ ที่ถูกเรียกเก็บเงินสูงกว่าเงินต้นถึง 8 เท่า เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดว่า ดอกเบี้ยรวมต้องไม่เกินกว่าเงินต้นตลอดช่วงเวลาของการกู้ยืม…

ท้ายหนังสือร้องเรียน มีการขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยของตนเองเหลือ 12 % ต่อปีตามกฎหมาย แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่าผลของเรื่องราวนี้เป็นอย่างไร

เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง?

สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่มีทั้งความเข้าใจคนละอย่างกับเราในปัจจุบัน ความพยายามของรัฐในการควบคุมให้อัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเป็นไปในขอบเขตที่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนความสำเร็จ (และไม่ค่อยจะสำเร็จ) ของการใช้อำนาจรัฐในเวลานั้นเพื่อบังคับใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เรายังเห็นได้ว่า ผู้คนในอดีตเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยว่าเป็น “เงินก้อน” ที่ต้องจ่ายในการกู้ยืมและอาจมีการร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้หากรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม

หรือนี่อาจเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติที่เหมาะสมกับการเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราสูงที่คนในอดีตพยายามหาทางแก้ปัญหามาก่อนหน้าเรานับพันปีก็เป็นได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.historytoday.com/paul-kelly/roman-loans
https://www.thoughtco.com/economic-reasons-for-fall-of-rome-118357
Hood, Jane. (2015). How to Win a Roman Chariot Race: Live, Legends and Treasures from the Ancient World. London: Icon Books.
Maestro, Juan Jose Ferrer. “Plunder and Power in The Republic : From Rome to Riches” National Geographic History. Vol. 3 No.5 (November-December 2017), pp. 40-52.