Armies Weapons and Warfare

โทลส์ดอฟ นายพลใจเพชร

พลโทธีโอดอร์ โทลส์ดอฟ ชื่อของเขาอาจจะเป็นชื่อของนายพลยศพลตรีที่แทบไม่มีใครรู้จัก
แต่เขามีประวัติและเส้นทางการดำเนินชีวิตราชการทหารในกองทัพบกเยอรมันที่ยาวนาน ด้วยเพราะเขาเป็นนายพลที่ไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนนายร้อย เฉกเช่นนายพลผู้เป็นตำนานคนอื่นๆ ในกองทัพเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


พลโทธีโอดอร์ โทลส์ดอฟ ที่มาของภาพ

โทลส์ดอฟ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศิจกายน ปี ค.ศ. 1909 ในเลอฮาเท่น จังหวัดหนึ่งในแคว้นปรัสเซียตะวันออก เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้อง 4 คน เมื่อสงครามโลกครั้งแรกอุบัติขึ้น เขามีอายุเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้น พ่อและแม่ของเขาต้องละทิ้งบ้านของตน เพื่อหลบหนีกองกำลังรัสเซียที่กำลังบุกเข้ามาในปรัสเซียตะวันออก ภายหลังเมื่อสงครามโลกยุติได้เพียง 1 ปี พ่อของเขาก็เสียชีวิต เขาและแม่ต้องผจญกับสภาวะที่ไร้เสาหลักครอบครัว ในฐานะลูกชายของบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาทำงาน ช่วยแม่แบ่งเบาภาระงานในฟาร์ม แม้จะต้องทำงานหนักในฟาร์ม แต่เขาก็ไม่ทิ้งการเรียน และทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อโตขึ้น โทลส์ดอฟ ตัดสินใจเลือกเรียนด้านการดูแลบริหารฟาร์มและการเกษตรกรรม ความรู้ที่เรียนและความขยันของเขา ผสานกันได้อย่างลงตัว ตระกูลของเขายังบุกเบิกและเป็นเจ้าของที่ดินในเขตจังหวัดเลอฮาเท่น กว่า 695 เฮกเตอร์ หรือกว่า 4,000 ไร่

แต่แล้วในปี 1934 โทลส์ดอฟก็เบนเข็มชีวิตของเขาสู่การเป็นทหาร เข้าสมัครเป็นทหารอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 กองพลทหารราบที่ 1 (1st Infantry Regiment of the 1st Infantry Division ) เขาฝึก ศึกษา และได้รับตำแหน่งเป็น สิบเอกโทลส์ดอฟ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1936 หลังจากนั้นชีวิตของ สิบเอกโทลส์ดอฟก็ก้าวหน้าในสายงานไปตามลำดับ มิถุนายนปีเดียวกัน เขาได้รับการเลื่อนยศเป็น ร้อยตรี
และอีก 2 ปีต่อมาก็ได้เลื่อนยศเป็นร้อยโท ประจำการอยู่ใน กองร้อยต่อสู้รถถังที่ 14 อันเป็นหน่วยใหม่ที่ถูกจัดกำลังในกรมทหารราบที่ 22 ซึ่งเป็นกรมทหารราบใหม่ในกองพลทหารราบที่ 1 ที่เขาสังกัด

เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์ และสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น ร้อยโทโทลส์ดอฟร่วมรบในศึกนี้ เขายังแสดงวีรกรรมความกล้าหาญของเขา ในการเข้าตีแนวรับของทหารโปแลนด์ที่หมู่บ้านแคเมียน่ากอร่า
โทลส์ดอฟ และปืนแบบ พัค36 (PAK 36) ระดมยิงใส่บังเกอร์ทหารโปแลนด์อย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง
จนทหารโปแลนด์ขวัญเสีย และยกธงขาวยอมแพ้ นั่นทำให้เขาได้รับเหรียญการเขนเหล็กขั้น 1 หรือ
Iron Cross 1st Class จากการรบครั้งนี้

นายพลโทลส์ดอฟเมื่อครั้งเข้ารับเหรียญกล้าหาญจากฮิตเลอร์ ที่มาของภาพ

เมื่อพิชิตโปแลนด์ได้แล้ว ร้อยโทโทลส์ดอฟ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในแนวรบด้านตะวันตก เขาต่อสู้กับทหารพันธมิตรตั้งแต่การบุกเบลเยี่ยมไปจนถึงวงล้อมที่ฟลานเดอร์ โทลส์ดอฟและหน่วยของเขาบุกทะลวงไปจนถึงตอนใต้ของกรุงปารีส แต่ทว่าอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวไหล่จากผลของการรบที่เขาเผชิญในแนวรบโปแลนด์นั้น ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาล และมันรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของเขาเรื่อยมา จนสุดท้าย มันส่งผลให้เขาต้องยุติอาชีพทหารของตนลงในศึกสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

แต่สงครามก็ห่างเหินจากชีวิตเขาไปได้แค่ปีเดียว วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 กองทัพเยอรมันทำการบุกสหภาพโซเวียตเต็มอัตราศึก การสูญเสียกำลังพลในแนวรบตะวันตกและแนวรบอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทำให้กองทัพเริ่มมีการเรียกนายทหารที่เกษียณ หรือ ที่ยังพอทำหน้าที่นี้ได้เข้าประจำการอีกครั้ง จึงเป็นโอกาสให้โทลส์ดอฟได้กลับเข้าไปเป็นทหารอีกครั้ง เหมือนโชคยังดีที่เขายังได้รับตำแหน่งเดิม ยศเดิม ในหน่วยเดิมที่เคยสังกัดอีกด้วย เขาและลูกน้องบุกตะลุยเข้าไปใน ลัตเวีย และ เอสโตเนีย ก่อนจะรุกไปต่อใน ลิทัวเนีย แต่แล้วก็ได้รับบาดเจ็บจากการรบอีกครั้ง จากการบที่ริมฝั่งแม่น้ำเนวา เมื่อทหารรัสเซียกว่า 300 นาย พยายามรุกโต้ตอบกองทัพเยอรมันที่ตั้งมั่นอยู่ที่นั่น เขากับลูกน้องยืนหยัดสู้กับข้าศึกจนทหารรัสเซียทั้งหมดต้องล่าถอยกลับไป ศึกนี้ทำให้ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอก พร้อมกับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน หรือ Knight's Cross of the Iron Cross ในวันที่ 1 ตุลาคม 1941 ร้อยเอกโทลส์ดอฟกลับสู่สนามรบอีกครั้ง มันคือศึกชิงเมืองเลนินกราด อันเป็นการรบปิดล้อมเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานของกองทัพเยอรมัน ร้อยเอกโทลส์ดอฟกลับเข้าสู้ในศึกนี้อย่างเต็มความสามารถ ที่นี่เองที่ทำให้เขาต้องเสียเท้าข้างขวาไปครึ่งหนึ่งในการรบ


ร้อยเอกโทลส์ดอฟ ในแนวรบด้านตะวันออก ที่มาของภาพ

ถึงแม้เกือบจะเรียกได้ว่าพิการแล้วก็ตาม ร้อยเอกโทลส์ดอฟก็ยังมุ่งมั่นที่จะรบเคียงข้างลูกน้องและสหายศึกของเขาต่อไป เขาแสดงออกซึ่งความกล้าหาญและทักษะการรบอันยอดเยี่ยม ในการรบที่ทะเลสาบลาโดก้า ที่นั่น เขายืนหยัดกับคลื่นการโหมเข้าตีแบบคลื่นมนุษย์ของกองทัพรัสเซีย โดยแทบไม่ได้กินได้นอน ตลอด 14 วัน ของการรบในครั้งนี้ นั่นก็ส่งผลให้ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี พร้อมกับเหรียญกล้าหาญ กางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ๊ค หรือ Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1943

พันตรีโทลส์ดอฟต้องรับหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารราบที่ 22 หลังจากที่พันโทอุลริช อิฟฟลาน
เสียชีวิต ภาระบนบ่าของเขาหนักอึ้งไปตามยศและตำแหน่ง แต่เขาก็ยังทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่าง
ยอดเยี่ยม ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 โทลส์ดอฟได้เลื่อนยศเป็นพันโท เขารับหน้าที่รักษาเมืองวิลน่า และต้องยันการรุกของข้าศึกเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อให้การอพยพทหารที่บาดเจ็บถอนกำลังออกไปจากเมืองโทลส์ดอฟ บัญชาการรบในแนวหน้าด้วยตนเอง ภาพของพันโทที่เดินขากระเผลกไปมาในสนามรบ พร้อมกับใช้ปืนพกประจำกาย ยิงสู้กับข้าศึกอย่างอาจหาญ รวมถึงการปลุกใจลูกน้องของตนเองให้สู้ไม่ถอย และส่งมอบความตายกลับไปหาพวกคอมมิวนิสต์ให้มากที่สุด จนกระทั่งกำลังเสริมมาถึง นี่ก็ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ๊คและดาบ หรือ Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves and Swords ในวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1944

ในช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 เขาถูกส่งไปประจำแนวรบที่อาเค่น (Aachen) ในการป้องกันการบุกเข้ามาของทหารอเมริกันที่พยามจะข้ามแม่น้ำไรน์ หลังจากนั้นหน่วยของเขายังถูกส่งให้เข้าร่วมรบในยุทธการที่อาเดนส์ ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944 การรบที่นี่ เขาก็ยังพิสูจน์คุณภาพของตนเองและความเป็นผู้นำอีกครั้ง จึงทำให้ได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ๊ค ดาบ และเพชร หรือ Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves, Swords and Diamonds ประกอบกับความต้องการนายทหารที่มีประสบการณ์มาดำรงตำแหน่ง จึงทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท
พลโทโทลส์ดอฟถูกย้ายไปประจำการที่เมืองแอมเบิร์ก ในบาวาเรีย เมื่อรู้ว่าฮิตเลอร์กับอาณาจักรไรช์ที่ 3 ล่มสลายลงแล้ว สงครามที่ดำเนินมากำลังจะยุติ เขาตัดสินใจรักษาชีวิตของลูกน้องของตนเอง ด้วยการนำทหารใต้การบังคับบัญชายอมจำนนต่อทหารอเมริกัน


นายพลโทลส์ดอฟ กับ พันเอกโรเบิร์ต ซิงค์ ผู้บังคับการกรมทหารพลร่มที่ 506 ของอเมริกัน ที่มาของภาพ

หลังสงคราม เขาดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพหลายอย่าง ตั้งแต่คนขับรถบรรทุกไปจนถึงกรรมกรก่อสร้าง กระทั่งในปี 1960 เขาได้รับการเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
สตราบาก (Strabag) และเกษียณตนเองในวันที่ 31 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1974 แต่น่าเศร้าที่ในอีก 4 ปีต่อมา เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองดอทมุนต์


ภาพจากมินิเซียรี่ Band of Brothers ซึ่งมีนายพลโทลส์ดอฟ กล่าวความรู้สึกจากใจต่อหน้าลูกน้องของตน ที่มาของภาพ

หากใครได้ชมมินิซีรี่ย์สงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง Band of Brothers ตอนสุดท้ายที่กองร้อยอีซี่ยุติการรบของตนที่ประเทศออสเตรีย และยอมรับการยอมจำนนของทหารเยอรมัน จะเห็นนายพลเยอรมันท่านหนึ่ง เดินมาขอยอมจำนนกับนายทหารอเมริกัน และเขาก็ขออนุญาตกล่าวความรู้สึกจากใจต่อหน้าลูกน้องของตน นายพลคนนั้นก็คือ พลตรีธีโอดอร์ โทลส์ดอฟ คนนี้นั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Theodor_Tolsdorff
Website : https://ww2gravestone.com/people/tolsdorff-theodor-tolsdorff-the-mad/
Website : http://www.lexikon-der-wehrmacht.de/Personenregister/T/TolsdorffT.htm
Website : https://www.feldgrau.com/WW2-German-Officer-Theodor-Tolsdorff
Website : http://military.wikia.com/wiki/Theodor_Tolsdorff