World Clvilization

ตามหานครทองคำ ‘เอล-โดราโด’

ถ้าพูดถึงนครที่สาบสูญซึ่งยังไม่มีใครค้นพบจวบจนปัจจุบัน หลายๆ ท่านอาจจะมีชื่อนครผุดขึ้นมาในห้วงความคิดแตกต่างกันออกไป แต่นครที่สาบสูญในครั้งนี้เชื่อว่าใครได้ยินก็คงจะต้องหูผึ่งไปตามๆ กัน แถมอาจจะอยากลงไปค้นหานครแห่งนี้ให้เจอโดยเร็วที่สุด ด้วยว่าเรากำลังจะไปตามหา “เอล-โดราโด”
(El-Dorado) หรือ “นครแห่งมนุษย์ทองคำ” กันนั่นเอง

นครมนุษย์ทองคำนี้ ถ้าจะว่ากันตามพงศาวดารแล้ว ตำแหน่งที่ตั้งกว้างๆ ของมันก็คือ บริเวณทวีปอเมริกาใต้ แถบๆ อาณาจักรอินคา ผู้รุ่มรวยไปด้วยทองคำ และผู้ที่ริเริ่มตำนานของนครที่น่าค้นหาแห่งนี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชาวสเปนผู้หิวกระหายในโลหะสีทองล้ำค่ายังไงล่ะ


นายพลฟรานซิสโก ปิซาโร บุกเข้าไปในอาณาจักรอินคา เขาจับกษัตริย์อินคาเป็นตัวประกันแล้วเรียกค่าไถ่ด้วยทองคำจำนวนมหาศาล ที่มาของภาพ

เรื่องของเรื่องเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่นายพลฟรานซิสโก ปิซาโร (Francisco Pizarro) นำทัพทหารกล้าของสเปนบุกเข้ามายังดินแดนของชนเผ่าอินคาในประเทศเปรู ทางฝ่ายของชาวอินคาเองก็มีตำนานเรื่องเล่าเป็นของตัวเองว่า พระเจ้าผิวขาว หนวดเครารุงรัง จะนำพาวัฒนธรรมพร้อมด้วยวิทยาการอันสูงส่งมาให้
พอชาวอินคาเห็นกองทัพที่มาพร้อมกับอาภรณ์แปลกตาของปิซาโรก็เข้าใจ (ผิดไปเอง) ว่า พระเจ้าของพวกเขาได้เสด็จมาเยือนตามตำนานแล้ว จึงได้ทำการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี โดยไม่เคยคิดเลยว่า
พระเจ้าผิวขาวอย่างปิซาโรเขาไม่ได้จะมาถ่ายทอดวิทยาการอะไรให้อย่างที่คิดไว้หรอก เพราะสิ่งที่พวกเขาหวังจากการเดินทางมาในครั้งนี้ก็คือ การล่าอาณานิคมต่างหากเล่า

เมื่อนายพลฟรานซิสโก ปิซาโร พิจารณาอาวุธที่ชาวอินคาใช้เทียบกับยุทโธปกรณ์ที่กองทัพของพวกเขามีอยู่แล้วก็พบว่า ยังไงทหารสเปนก็มีชัยเหนือชาวอินคาแน่ๆ ก็เลยจัดทัพบุกโจมตีชาวอินคาไปชุดใหญ่ ผลก็คือ ปิซาโรสามารถจับกุมกษัตริย์ของชาวอินคามาได้ แต่ก่อนที่จะลงมือสังหาร กษัตริย์อินคากลับเสนอทองคำจำนวนหนึ่งให้กับปิซาโรเพื่อแลกกับการปลดปล่อยพระองค์ให้เป็นอิสระ เมื่อปิซาโรเห็นช่องทางและโอกาส จึงพยายามโก่งค่าไถ่ให้สูงขึ้น จนบางแหล่งข้อมูลเสนอว่า จำนวนทองคำที่ปิซาโรเสนอแบบขาดตัว ห้ามต่ออีกแล้วก็คือ “เต็มห้อง” ที่ใช้ขังกษัตริย์ของชาวอินคาเลยทีเดียว


ภาพจำลองนครทองคำ ‘เอล-โดราโด’ จากจินตนาการของช่างศิลป์ ที่มาของภาพ

เมื่อกษัตริย์ชาวอินคาได้ยินดังนั้น คงไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกนอกจากก้มหน้ารับข้อตกลงของปิซาโรในการหาทองคำจำนวนมหาศาลมาให้เต็มห้องขังอย่างจำยอม เมื่อเห็นโอกาส ปิซาโรจึงได้เสนอลูกเล่นสุดท้ายให้กับชาวอินคาว่า เขาจะต้องได้เห็นทองคำเต็มห้องขังภายในระยะเวลาแค่ 2 วันเท่านั้น

ถึงแม้ว่าปิซาโรจะเรียกหนัก แต่กษัตริย์อินคาก็ตอบตกลงและมีบัญชาให้ชาวอินคาเร่งขุดทองคำมาเติมเต็มห้องขังโดยพลัน ตามตำนานเล่าว่า ชาวอินคาเดินทางไปยัง “นครลึกลับ” แห่งหนึ่ง นครที่ว่ากันว่า มีแต่ทองคำวาววับ สะท้อนแสงจนแสบตา พวกเขาเร่งมือกันขุดทองเพื่อหวังจะนำกลับมาเป็นค่าไถ่ตัวกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งกลับมาจากเงื้อมมือของพวกสเปน ทว่าช่วงเวลา 2 วันนั้นแสนสั้น ชาวอินคาไม่สามารถเติมเต็มห้องขังด้วยทองคำได้ทัน ชาวสเปนจึงคิดว่า เขาโดนหลอกเข้าเสียแล้วก็เลยสังหารกษัตริย์ชาวอินคาไปในที่สุด


ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมของชาวมูอิสคาที่จะชโลมตัวด้วยผงทองคำ บางที นี่อาจจะเป็นต้นกำเนิดของตำนานมนุษย์ทองคำ หรือ “เอล-โดราโด” ก็เป็นได้ ที่มาของภาพ

เมื่อชาวอินคาทราบเรื่องการสิ้นพระชนม์ขององค์เหนือหัวก็ละมือจากการขุดทอง คนที่ขุดมาแล้วกำลังอยู่ระหว่างขนส่งก็เปลี่ยนเส้นทางเอาทองคำไปซุกซ่อนไว้ในนครลึกลับอีกแห่งหนึ่งท่ามกลางป่าลึก ชาวสเปนจึงได้ออกตามหาทั้งนครที่เป็นเหมืองทองของชาวอินคา และนครลี้ลับกลางป่าที่ชาวอินคานำเอาทองคำไปซ่อน ทว่าก็คว้าน้ำเหลวทั้งสองแห่ง และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการออกตามล่าหานครทองคำ “เอล-โดราโด” นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว คำว่า “เอล-โดราโด” เป็นภาษาสเปนแปลว่า “มนุษย์ทองคำ” ด้วยว่า เมื่อครั้งที่ชาวสเปนออกตามล่าหานครทองคำอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1535 นั้น เขาได้พบเข้ากับอินเดียนแดงชราที่ได้เล่าถึงความพิศวงของนครทองคำที่มีมรกตเม็ดเท่าไข่ไก่ให้ผู้พิชิตชาวสเปนฟัง เรื่องเล่าของอินเดียนแดงชราได้กล่าวถึงนครลี้ลับในป่าลึกที่มีการประกอบพิธีกรรมบูชาสุริยเทพแบบแปลกประหลาดท่ามกลางผืนน้ำกว้างใหญ่ กษัตริย์ของพวกเขาจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีหลากหลายชนิด แล้วจึงลงไปประทับในแพทองคำ เพื่อล่องไปในท้องนทีนั้น พระองค์จะถอดอาภรณ์ล้ำค่าทั้งหลายออก แล้วจึงทำการชโลมร่างกายด้วยผงทองคำละเอียดจนทั่วตัว กลายเป็น “มนุษย์ทองคำ” สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่า ตำนานของ “มนุษย์ทองคำ” นี้มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นประเพณีที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ ในชนเผ่าแถบนี้ด้วยน่ะสิ


แพทองคำจำลองที่ค้นพบใกล้ทะเลสาบกัวตาบีตา อาจจะสื่อว่า “เอล-โดราโด” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนาน ที่มาของภาพ

ในประเทศโคลอมเบีย ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ชนเผ่าที่มีชื่อว่า “มูอิสคา” (Muisca) มีพิธีราชาภิเษกที่ค่อนข้างแปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ โดยจะกระทำพิธีในทะเลสาบกัวตาบีตา (Guatavita) ชาวสเปนที่ยังคงอยู่ในทวีปอเมริกาใต้เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1636 ได้เห็นพิธีกรรมนี้ด้วยตา
ตัวเอง และได้จดบันทึกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ชาวมูอิสคาจะล่องแพเข้ามาในทะเลสาบกัวตาบีตา เพื่อสักการะและถวายเครื่องบรรณาการแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่
ณ ก้นทะเลสาบ แต่ก่อนที่จะขึ้นแพ พระองค์ต้องปลดเปลื้องอาภรณ์ออก หลงเหลือเพียงเรือนร่างที่เปลือยเปล่า ชโลมร่างกายให้ทั่วด้วยยางไม้เหนียวเหนอะ แล้วจึงทำการ “เป่า” ผงทองคำละเอียดลงไปชโลมบนร่างกาย จนร่างทั้งร่างกลายเป็นสีทองอร่าม หลังจากนั้น พระองค์จะล่องแพออกไปยังกึ่งกลางทะเลสาบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกำไล มงกุฎ ต่างหู หรือเครื่องประดับอื่นๆ ที่ทำจากทองคำและมรกต เมื่อแพของพระองค์ไปถึงจุดหมาย ภารกิจต่อไปที่ต้องทำก็คือ โยนทรัพย์สมบัติทุกชิ้นลงน้ำไป

น่าเสียดายที่ความพยายามในการงมสมบัติในทะเลสาบแห่งนี้แทบทุกครั้งจะจบลงด้วยการ “คว้าน้ำเหลว” จึงมีการเสนอกันว่า บางทีพิธีราชาภิเษก การล่องแพ และชโลมด้วยผงทองคำละเอียดอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่การโยนทองคำและเครื่องประดับต่างๆ ลงไปในน้ำน่าจะเป็นเพียงแค่จินตนาการเท่านั้น นั่นจึงทำให้ยังไม่มีใครค้นพบทองคำจำนวนมหาศาลของชาวอินคา หรือนคร “เอล-โดราโด” เลยจวบจนปัจจุบัน

แต่ถึงอย่างนั้น ในปี ค.ศ. 1969 นักโบราณคดีได้ค้นพบ “แพทองคำจำลอง” ที่มีรูปสลักของกษัตริย์และ
ข้าทาสนับสิบประดับอยู่บนแพในถ้ำใกล้ทะเลสาบกัวตาบีตาด้วย บางทีแพทองคำนี้อาจจะเป็นสิ่งที่กำลังบอกเราแบบอ้อมๆ ว่า นครทองคำ “เอล-โดราโด” ยังคงรอคอยการค้นพบอยู่ในอนาคตก็เป็นได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.nationalgeographic.com/archaeology-and-history/archaeology/el-dorado
Website: http://www.ancient-origins.net/ancient-places-americas/search-el-dorado-lost-city-gold-002535
Website: https://www.ancient.eu/El_Dorado
Website: http://www.bbc.com/news/magazine-20964114
Website: https://www.thoughtco.com/facts-about-el-dorado-2136450