World Clvilization

โลกสัญลักษณ์ ตอน งูพันไม้เท้า สัญลักษณ์ชวนสับสน

ไม้เท้าคาดูเซอุส (Caduceus) หรือที่มักเรียกกันว่า ไม้เท้าคาดูเซียส หรือ คาดูซัส นั้น มีรูปร่างเป็นไม้เท้าสั้นหรือคทาที่มีพลังวิเศษอยู่ในตัว ในแง่สัญลักษณ์ ไม้เท้านี้เป็นเครื่องหมายแทนตัวของเทพเฮอร์เมส (Hermes) ของกรีก และเทพเมอร์คิวรี (Mercury) ของโรมัน และยังขยายความหมายออกไปถึงการค้าขายและการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับไม้เท้านี้


ประติมากรรมรูปเทพเมอร์คิวรี หรือ เทพเฮอร์เมส ผลงานของ กิแอมโบโลญา (Giambologna) ค.ศ. 1550 ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส ในมือข้างซ้ายของเทพองค์นี้ถือไม้เท้าคาดูเซอุส ที่มีงูพันไขว้กันอยู่สองตัวพร้อมปีก ที่มาของภาพ

ในช่วงปลายสมัยโบราณ ไม้เท้าคาดูเซอุสมักใช้เป็นเครื่องหมายแทนดาวพุธ (Mercury) ทั้งในแง่โหราศาสตร์และการเล่นแร่แปรธาตุ ในเวลาต่อมาก็ใช้แทนธาตุปรอทซึ่งเรียกว่า Mercury เช่นกัน ต่อมาปรากฏว่า การใช้ไม้เท้านี้เป็นเครื่องหมายของการพิมพ์ อีกด้วย

แต่ไม้เท้าคาดูเซอุส ก็มีความคล้ายคลึงกับคทาอัสเคลปิอุส (Rod of Asclepius) ที่เรามักเห็นเครื่องหมายคล้าย ๆ ในตามสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น

จำง่าย ๆ ว่า คทาอัสเคลปิอุสเป็นรูปไม้เท้าหรือคทาพันด้วยงูตัวเดียวและไม่มีปีก ส่วน ไม้เท้าคาดูเซอุสนั้นมีงูพันอยู่ 2 ตัว และบางครั้งก็มีปีกประดับอยู่ด้วย



(ซ้าย) ไม้เท้าคาดูเซอุส (ขวา) คทาอัสเคลปิอุส ที่มาของภาพ 

ทั้งนี้ ประติมากรโรมันมักทำเทวรูปเทพเมอร์คิวรีถือไม้เท้านี้ไว้ด้วยมือซ้าย เทพองค์นี้มิได้เป็นเทพแห่งการสื่อสารเท่านั้น หากยังเป็นเทพผู้นำทางและคุ้มครองพ่อค้า คนเลี้ยงแกะ นักพนัน คนโกหกและหัวขโมย - ฟังดูแปลก ๆ เหมือนกันนะครับ

ว่ากัน ไม้เท้าคาดูเซอุส มีพลังวิเศษ ปลุกคนหลับให้ตื่นและกล่อมคนตื่นให้หลับ หากใช้กับคนที่กำลังจะตาย ก็จะไม่เจ็บปวดทรมาน แบบที่เรียกว่าหลับไปเฉย ๆ และใช้เพื่อชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นกลับมามีชีวิตได้อีกด้วย

ย้อนกลับไปในวัฒนธรรมกรีก เทพเฮอร์เมส มีหน้าที่หลักคือ การเป็นผู้นำสารของทวยเทพ และยังเป็นผู้นำทางให้ดวงวิญญาณคนตายไปสู่โลกใต้พิภพ นอกจากนี้ยังเป็นเทพแห่งเวทย์มนตร์ การค้าและการเดินทาง ซึ่งประติมากรรมกรีกส่วนใหญ่ มักทำเทวรูปเทพองค์นี้ถือไม้เท้าคาดูเซอุสไว้ในมือ

นอกจากนี้ในตำนานเทพยังพบเทพีสายรุ้ง หรือ เทพีไอริส (Iris) ถือไม้เท้าคาดูเซอุส นัยว่า เทพีองค์นี้เดินทางนำสารของเทพีเฮรา (Hera) ผู้เป็นเทพนารีมาบอกแก่ชาวโลกอยู่เนือง ๆ

นักวิชาการที่ศึกษาด้านตำนานและประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า เทพเฮอร์เมสมีพัฒนาการมาจากเทพบาบิโลเนียโบราณที่มักปรากฏในรูปของเทพงูแห่งโลกใต้พิภพ ดังนั้น จึงทำให้เข้าใจได้ว่า
ไม้เท้าคาดูเซอุสที่มีงูพันอยู่นั้น เป็นเครื่องหมายแทนตัวเทพองค์นี้ในรูปดั้งเดิมของเทพเมโสโปเตเมียโบราณ ชื่อว่า Ningishzida ซึ่งมีหลักฐานเป็นเหยือกดินเผา กำหนดอายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีรูปงูพันกันรอบไม้พลอง

อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีกรีกเชื่อว่า เทพเฮอร์เมสพัฒนามาจาเทพธอท (Thoth) ของอียิปต์ ผู้เป็นเทพแห่งเวทย์มนตร์ การสื่อสาร ปรัชญา โหราศาสตร์ ความรู้ ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่อมา
ในรหัสยลัทธิ มีการนำเทพเฮอร์เมสกับเทพธอทมารวมกัน เกิดเป็นเทพ Hermes Trismegistus


เทพ Hermes Trismegistus เทพลูกผสมระหว่างเทพธอท (ซ้าย) กับเทพเมอร์คิวรีของชาวโรมัน (ขวา) ที่มาของภาพ

ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวว่า เฮอร์เมสได้ไม้เท้าวิเศษนี้เพราะเทพพยากรณ์ตาบอดนามว่า ทิเรสซิอัส (Tiresias) ผู้เป็นเจ้าของต้องคำสาป เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งทิเรสซิอัสพบงูกำลังผสมพันธุ์กันอยู่บนภูเขาซีลลีน (Mount Cyllene) เขาใช้ไม้เท้าฆ่างูตัวเมีย ทันใดนั้น ทิเรสซิอัสก็กลายเป็นผู้หญิงจากคำสาปของเทพีเฮราที่ว่า ให้เขาคงสภาพเป็นหญิงไปเป็นจนกว่าจะฆ่างูตัวผู้ได้ในอีก 7 ปีถัดมา


ทิเรสซิอัสใช้ไม้เท้าตีงูที่กำลังผสมพันธุ์กันอยู่จนงูตัวเมียตาย เขาถูกสาปให้กลายเป็นผู้หญิง 7 ปี (ดูภาพระยะไกลทางซ้ายมือของภาพ) ที่มาของภาพ 

เรียกว่า ฆ่างูตัวเดียวกลายเป็นหญิงไป 7 ปี อย่าเอาไปเทียบบัญญัติไตรยางค์แถว ๆ ร้านอาหารป่าที่ไหนนะครับ นั่นอาจนานมากทีเดียว

ต่อมา ไม้เท้าของทิเรสซิอัสก็ตกเป็นของเทพเฮอร์เมสพร้อมด้วยพลังในการแปลงร่าง

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า เฮอร์เมสพบงูกำลังรัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงใช้ไม้เท้าของตนเขี่ยงูทั้งสองออกจากกัน เพื่อมันจะไม่ต้องสู้กันอีก ผลก็คือ รูปไม้เท้ามีงู 2 ตัวพันอยู่จึงถูกใช้เป็นเครื่องหมายของข้อตกลงที่สอดคล้องต้องกัน บางคนก็ว่า เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพแต่ครั้งโบราณเลยก็มี


ประติมากรรมรูปอัสเคลปิอุส ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ที่มาของภาพ

ไหน ๆ พูดถึงคทาอัสเคลปิอุส ขอเล่าเพิ่มเติมอีกหน่อยก็แล้วกัน...

กำเนิดของเทพเฮอร์เมสที่เรารู้จักกัน มาจากผลงานของโฮเมอร์เกี่ยวกับการที่เฮอร์เมสนำพิณ (lyre) ที่ตนขโมยไปจากเทพอะพอลโล (Apollo) คืนให้แก่ผู้เป็นพี่ชาย และได้รับไม้เท้าคาดูเซอุสเป็นเครื่องตอบแทน รูปงูที่พันไม้เท้าอยู่ จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเทพเฮอร์เมสกับเทพอะพอลโล ในเวลาต่อมางูยังเชื่อมโยงไปยังบุตรของอะพอลโล นามว่า เทพอัสเคลปิอุส ผู้เป็นเทพแห่งการรักษาของกรีก

ความเชื่อมโยงกันระหว่างเทพทั้งสามถูกตีความไปถึงตำนานโบราณช่วงก่อนสมัยคลาสสิก เรื่อง ไพธอน (Python) ซึ่งถูกอะพอลโลสังหารในเวลาต่อมา


ภาพเทพอะพอลโลนำทารกอัสเคลปิอุสไปฝากให้เซนทอร์ ชื่อ ชีรอน เลี้ยงดู ที่มาของภาพ 




ตราสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ก็ยังนำคทาอัสเคลปิอุสมาประดับไว้ในตราองค์กร

คทาอัสเคลปิอุส หรือ บางครั้งเรียกกันว่า อัสเคลเปียน (asklepain) นั้น เป็นคทาที่มีงูพันอยู่ 1 ตัว
ซึ่งอัสเคลปิอุสถืออยู่เป็นประจำ เชื่อมโยงกับการรักษาและการแพทย์ สัญลักษณ์นี้ยังคงใช้กันอยู่จนปัจจุบันตามหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพ


(ซ้าย) ตราองค์การอนามัยโลก (WHO) ของสหประชาชาติ (ขวา) ตรากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของไทย โปรดสังเกตตราด้านซ้ายยังปรากฏคทาอัสเคลปิอุสในความหมายดั้งเดิมอยู่ ขณะที่ตราขวามือนำเอาไม้เท้าคาดูเซอุสมาใช้ ที่มาของภาพ 


ราหน่วยทหารเสนารักษ์ในกองทัพบกสหรัฐฯ มีเครื่องหมายคทาอัสเคลปิอุสประกอบอยู่ ที่มาของภาพ

  ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวว่า เมื่อเทพอะพอลโลผู้เป็นบิดาช่วยอัสเคลปิอุสให้รอดจากการตายในครรภ์แม่ที่เป็นมนุษย์แล้ว ก็อุ้มเด็กน้อยนั้นไปหาเซนทอร์ชื่อ ชีรอน (Chiron) นับแต่นั้นมา อัสเคลปิอุสก็อยู่ในความเลี้ยงดูและเรียนวิชาการแพทย์กับชีรอน เพราะอัสเคลปิอุสเป็นคนมีจิตใจเมตตา ว่ากันว่า แม้งูก็ยังไม่ทำร้ายเขา กลับกัน มันยังทำความสะอาดหูเขาด้วยการเลีย พร้อมสอนศาสตร์ลับแก่เขาด้วย (ในวัฒนธรรมกรีกโบราณ งูเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา การรักษา และการกำเนิดใหม่) อัสเคลปิอุสจึงถือคทาที่มีงูตัวหนึ่งพันอยู่นับแต่นั้นเป็นต้นมา ครั้งต่อไปเมื่อเห็นรูปงูพันไม้เท้า ก็ดูให้ดีก่อนว่า มีงูกี่ตัว และสิ่งที่งูพันอยู่นั้นเป็นไม้เท้าหรือคทากันแน่ มีปีกด้วยหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจว่า สัญลักษณ์ที่เห็นนั้นคืออะไร แต่ก็อย่างว่า บางทีสัญลักษณ์เหล่านี้ก็มีความเลื่อนไหล สิ่งที่อยู่เหนือคำตอบว่ารูปนั้นคืออะไร จึงได้แก่องค์ประกอบย่อยที่รวมกันเข้าเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์นั้น มีความหมายว่าอย่างไร คนโบราณต้องการสื่อสารสิ่งใดกับเราผ่านสิ่งเหล่านั้น หรือคิดให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกก็คือ คนที่เอาเครื่องหมายนั้นไปใช้ต้องการบอกอะไรกับผู้ได้พบเห็น ต่างหาก


จากสัญลักษณ์โบราณสู่การออกแบบลายสักสมัยใหม่ ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Bartlett, Sarah. (2015). The Secrets of the Universe in 100 Symbols. London: Apple Press. Signs & Symbols. (2008). London: Dorling Kindersley Limited.
Tresidder, J. (2011). 1001 Symbols: The Illustrated Key to the World of Symbols. London: Watkins Publishing.
https://en.wikipedia.org/wiki/Asclepius
https://en.wikipedia.org/wiki/Caduceus