Armies Weapons and Warfare

ชีวิตการเป็นทหารของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ผู้นำจอมเผด็จการของเยอรมันที่เคยนำพาโลกเข้าสู่มหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นสงครามล้างผลาญชีวิตครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ แทบไม่มีใครบนโลกนี้ไม่รู้จักชายที่ชื่อ
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากจิตกรข้างถนน สู่ผู้นำเผด็จการที่คนทั้งโลกยกย่องและชิงชังเป็นนักหนา
เส้นทางชีวิตของเขาต้องเวียนวนอยู่กับสงครามโลกถึงสองครั้งสองครา และก่อนที่จะกลายมาเป็นผู้จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สอง จิตกรตกอับจากออสเตรียคนนี้ก็เคยสมัครเข้าเป็นทหาร และเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาแล้ว


ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาติกำเนิดของฮิตเลอร์คือ ออสเตรีย เขาเกิดมาในครอบครัวฐานะ
ปานกลาง ชีวิตวัยเด็กไม่ค่อยอบอุ่นสักเท่าไหร่นัก เขาต้องปากกัดตีนถีบ และพยายามมีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นค่อนข้างมากในออสเตรีย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกที่จะไปเผชิญชีวิตในดินแดนแห่งใหม่
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประเทศบ้านเกิดนัก นั่นก็คือ เยอรมนี เขาอาจจะไม่ได้รับใช้ชาติในฐานะทหารของจักรวรรดิออสเตรีย แต่เขาก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้น ขณะนั้นเขาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และไม่รีรอที่จะขอสมัครเข้าเป็นทหาร ฮิตเลอร์ได้รับการบรรจุอยู่ในกองทัพบาวาเรียน

แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนี แต่บาวาเรียนมีกองทัพที่เป็นอิสระ กองทัพบาวาเรียนมีสิทธิ์ในการเรียกระดมพลหรือการรับสมัครทหารได้ด้วยตนเอง ดังนั้น แม้จะไม่ใช่คนเยอรมันโดยกำเนิด แต่ด้วยนโยบายของกองทัพบาวาเรียนในตอนนั้น จึงทำให้หนุ่มออสเตรียอย่างฮิตเลอร์ สามารถสมัครเข้าเป็นทหารได้
เขาสมัครเป็นทหารในวันที่ 16 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1914 ในหน่วยกรมทหารกองหนุนบาวาเรียนที่ 16

ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1914 ทั้งฝ่ายพันธมิตรและมหาอำนาจกลางต่างวางกำลังประจันหน้ากัน ตั้งแต่บริเวณริมชายหาดเป็นแนวยาวลึกเข้ามาในแผ่นดิน กรมทหารกองหนุนบาวาเรียนที่ 16 ถูกส่งไปเสริมกำลังที่แนวหน้าอย่างเร่งรีบ แนวหน้าที่ว่านี้คือ อีฟ (Ypres) ทหารกองหนุนเยอรมันเหล่านี้ ถูกส่งไปเผชิญหน้ากับทหารอังกฤษที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน แม้ทหารเยอรมันจะสดใหม่ แต่พวกเขายังขาดประสบการณ์
นั่นจึงทำให้มีกำลังพลสูญเสียในหน่วยค่อนข้างมาก กรมทหารกองหนุนบาวาเรียนที่ 16 มีกำลังพล
3,600 นาย เมื่อเข้าสู่การรบเพียงแค่สี่วัน มีทหารจำนวน 611 นายเท่านั้นที่ไม่บาดเจ็บหรือล้มตาย เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1914 กองร้อยของฮิตเลอร์มีทหารจำนวน 250 นาย แต่เสียชีวิตในการรบจำนวน 42 นาย เป็นการสูญเสียคนหนุ่มเยอรมันไปในเวลาเพียงไม่กี่วันอย่างไรค่า พวกเขาจึงขนานนามการรบครั้งนี้ว่า “การสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์” ในการรบครั้งนี้ฮิตเลอร์ได้รับการเลื่อนยศเป็น สิบโท รวมทั้งยังได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับเหรียญกล้าหาญอีกด้วย


สิบโทฮิตเลอร์ ที่มาของภาพ

ระหว่างการเข้าประจำการอยู่ในหน่วยนี้ เป็นโอกาสให้ฮิตเลอร์มีเพื่อนจากหลากหลายสาขาอาชีพ
หลากหลายชนชั้นทางสังคม เพื่อนของเขาบางคนเคยเป็นอาจารย์ บางคนเคยเป็นนักศึกษา บางคนเป็นบุตรชายในตระกูลที่มีฐานะมั่นคงและมีชื่อเสียง ถึงแม้ว่าเขาจะมีชีวิตในรั้วค่ายทหาร และเจริญก้าวหน้าในอาชีพทหารเพียงยศแค่ “สิบโท” แต่เขาไม่เคยน้อยใจหรือผิดหวังแต่อย่างใด เพราะการมีชีวิตอยู่ในรั้วค่ายทหารเช่นนี้ ทำให้เขาได้พบโอกาสอื่นๆ ได้เห็น ได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นแรงผลักดันให้เขาต่อไปในอนาคต

เพื่อนทหารที่เคยรบกับเขา ได้กล่าวเกี่ยวกับตัวของฮิตเลอร์ว่า “เขาเป็นทหารที่กล้าหาญและมีความกระตือรือร้น” อดีตผู้บังคับบัญชาของเขาก็อธิบายว่า เขาเป็นทหารประเภท "กล้าหาญอย่างบ้าบิ่น" และ "สัตย์ซื่อ ตรงไปตรงมา"


ฮิตเลอร์ (ซ้ายนั่ง) กับเพื่อนทหารหาญของเขา ที่มาของภาพ


ฮิตเลอร์ (ขวาสุดนั่ง) ขณะพักผ่อนอยู่กับเพื่อนๆ ทหาร ที่มาอของภาพ

อีกหน้าที่หนึ่งในสนามรบที่เขารับผิดชอบ คือการเป็นพลนำสาส์น ในหน่วยนี้ไม่มีใครทำหน้าที่ได้ดีเท่ากับสิบโทฮิตเลอร์ แม้ว่าหน้าที่ของเขาจะมีคนมองว่า เป็นหน้าที่ที่สบายกว่าทหารคนอื่นๆ ที่ต้องทำการรุกเข้าตีหรือตั้งรับการเข้าตี แต่การนำสาส์นจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ หรืออันตรายน้อยกว่าทหารที่รบอยู่ในสนามเพลาะแต่อย่างใด โอกาสที่จะถูกยิง ถูกสะเก็ดระเบิด หรือแก๊สพิษ
มีสูงกว่าทหารที่รบอยู่ในสนามเพลาะ เนื่องจากการต้องออกมาจากแนวสนามเพลาะ หรือที่มั่นของตนเองเพื่อไปส่งสาส์น ครั้งหนึ่ง ทำให้พลนำสาส์นจำนวน 3 นาย เสียชีวิตในการนำสาส์น และอีก 4 นาย บาดเจ็บสาหัส ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในวันเดียว


พลนำสาส์นเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่มาของภาพ

และด้วยหน้าที่นี้เอง ทำให้ฮิตเลอร์บาดเจ็บหลายครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม
ปี ค.ศ. 1916 ระหว่างการรบที่ แบพพูม ในระหว่างการรุกไปข้างหน้า มีลูกระเบิดตกลงมาด้านซ้ายมือ
มีสะเก็ดระเบิดถูกเข้าที่ลำตัวของเขา สิบโทฮิตเลอร์นอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ จนกระทั่งพลเปลหามฝ่าเข้ามาช่วยออกไป แล้วนำส่งไปยังสถานีพยาบาล ฮิตเลอร์ประจำการอยู่สนามรบในแนวรบด้านตะวันออก ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1914 จนกระทั่งเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1918 มันคือ การเผชิญประสบการณ์อันโหดร้ายในสนามรบกว่าสี่ปีเต็ม และในแนวรบที่ดูดกลืนชีวิตมนุษย์นับล้าน ประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เขาเผชิญมานี้ ยังคงฝังใจและเป็นดั่งเชื้อไฟ ที่เผาไหม้อุดมการณ์อันแรงกล้าของเขาให้ลุกโชนขึ้นมา


สภาพชีวิตทหารเยอรมันในสนามเพลาะ ขณะเฝ้าระวังแนวรบ ที่มาของภาพ

วันที่ 13 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1918 ที่แนวหน้า กองทัพอังกฤษโจมตีหน่วยของฮิตเลอร์ด้วยแก๊สในยามค่ำคืน ซึ่งยากจะตรวจพบ แก๊สลอยเข้ามาปกคลุมสนามเพลาะที่ฮิตเลอร์ประจำการอยู่ ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นไปทั่ว ทหารพากันคว้าหน้ากากกันแก๊สมาสวมใส่ เตรียมพร้อมรับมือการเข้าตีของพวกอังกฤษที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะนั้นเอง ฮิตเลอร์ได้รับคำสั่งให้ไปส่งสาส์นที่กองบังคับการกองพันเป็นการเร่งด่วน ความสับสนของการโจมตีด้วยแก๊สในตอนนั้น และความรีบเร่งที่จะนำสาส์นไปส่ง ทำให้เขาไม่ได้สวมหน้ากากกันแก๊ส แต่เขาก็ยังกระเสือกกระสนฝ่ากลุ่มควันแก๊สออกไปส่งสาส์นได้สำเร็จ แม้มันจะทำให้เขาต้องตาบอดไปชั่วขณะก็ตาม ตลอดเวลากว่าสี่ปีในแนวรบด้านตะวันตก ฮิตเลอร์เข้าร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ ถึง 12 ครั้ง เขาบาดเจ็บในการรบ 3 ครั้ง ได้รับเหรียญกล้าหาญรวมทั้งเหรียญเชิดชูต่างๆ ถึงห้าเหรียญด้วยกัน นับได้ว่า
เขาเป็นทหารที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.warhistoryonline.com/world-war-ii/wounded-promoted-decorated.html
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Adolf_Hitler
Website : https://www.biography.com/people/adolf-hitler-9340144
Website : https://www.britannica.com/biography/Adolf-Hitler
Website : http://www.history.com/topics/world-war-ii/adolf-hitler