Ancient Civilizations

คู่แข่ง "แม่หญิงการะเกด" แห่งปารีส จากชายแต่งหญิงสู่ทูตแห่งพุทธปรัชญาสยาม

ตอนนี้ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสกำลังเป็นกระแสโครมคราม แม้แต่นักประวัติศาสตร์ก็เอากับเขาด้วย ร่วมวงอธิบายตัวละครที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ (บางคนก็จับผิด บางคนก็ขยายความต่อ) ยิ่งทำให้ความนิยมของบุพเพสันนิวาสกระจายไปในคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น

ถ้าใครได้ดูสักนิดจะรู้ว่าบุพเพสันนิวาสเอ่ยถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอยู่พอสมควร แต่ละครก็คือละคร ตัวตนของคนนั้นๆ อาจมีจริง แต่ไดอะล็อกไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ และเราก็ไม่ควรคาดหวังกับละครมากไปกว่าความบันเทิง ถึงมันจะบิดเบือนจนน่าตกใจก็ตาม

ผมเชื่อว่ายุคนี้คนเราไม่ถูกละครหลอกง่ายเท่ากับยุคเก่าอีกแล้ว ใครถูกละครหลอกคงจะมาโวยวายทีหลังไม่ได้ เพราะแหล่งข้อมูลที่มีอยู่อย่างดาษดื่น

บุคคลในประวัติศาสตร์ร่วมยุคแม่หญิงการะเกดมีชีวิตที่มีสีสันมาก ตั้งแต่ขุนหลวงนารายณ์ ฟอลคอน
ท้าวทองกีบม้า พี่น้องโกษาปาน-โกษาเหล็ก ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดยุคหนึ่ง แม้แต่ชนต่างด้าวท้าวต่างแดนที่เข้ามาในอยุธยาเพลานั้นก็มีชีวิตที่หวือหวาจนคาดไม่ถึง

เรารู้จักซิมง เดอ ลาลูแบร์ รู้จักบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด และเราคงรู้จักบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ ซึ่งเป็นคณะทูตฝรั่งเศสที่ดั้นด้นมาถึงสยาม เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี แล้วบันทึกเรื่องราวของประเทศสยามเอาไว้ เป็นแหล่งข้อมูลอันทรงคุณค่าว่าด้วยวิถีและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเรา

ในบรรดา 3 คนนี้ บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ (Abbé de Choisy) มีชีวิตที่หวือหวายิ่งกว่าแม่หญิงการะเกดเสียอีก


บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ในชุดสตรี ที่มาของภาพ

บันทึกของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ก็งั้นๆ ผมว่าประวัติส่วนตัวผู้บันทึกน่าใจกว่า เพราะ เดอ ชัวซีย์
ชอบแต่งกายข้ามเพศแล้วกลายเป็นพวกหลงโลกีย์ ก่อเรื่องฉาวโฉ่จนต้องหนีตาย แต่สุดท้ายชีวิตพลิกผันไปในทางตรงกันข้ามเลย

บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ มีชื่อเดิมว่า ฟรองซัว-ติโมเลอง เดอ ชัวซีย์ (François-Timoléon de Choisy)
เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1644 ที่กรุงปารีส บิดาเป็นองคมนตรีของกัสตอง ดยุคแห่งโอเลอองที่ 3 มารดาเป็นคนสนิท (แบบสนิทสุดๆ จนน่ากังขา) ของพระนางมารี ลูอีส เดอ กอนซากา ราชินีแห่งโปแลนด์

ด้วยความที่มีหน้าตาน่ารัก จึงถูกแม่จับแต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วพาติดตามคณะสนมนางในของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เดอ ชัวซีย์ แต่งตัวเป็นผู้หญิงจนเชี่ยวชาญแถมยังสวยจนรัชทายาทแห่งฝรั่งเศสยังเอ่ยปากชมว่างามเหมือนนางฟ้า แถมยังเป็นผู้นำแฟชั่นในปารีสจนพวกคุณหญิงคุณนายต้องพาลูกสาวมารับการอบรม

พออายุได้ 18 ปีก็เลิกแต่งตัวเป็นผู้หญิงอยู่พักหนึ่ง แล้วหันไปเรียนปรัชญากับเทววิทยา จนได้เป็นบาทหลวงเจ้าอาวาส แต่แล้วถูกมาดาม เดอ ลา ฟาแยตต์ นักเขียนหญิงชื่อดังแห่งยุคหยอกเอา เขาเลยประชดด้วยการกลับมาแต่งเป็นผู้หญิงอีกรอบ แถมท่านบิชอปสนับสนุนอีกต่างหาก โดยใช้ชื่อว่า มาดาม เดอ ซองซี


มาดาม เดอ ลา ฟาแยต นักเขียนหญิงชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 17 ที่มาของภาพ

ในช่วงเวลานี้ชีวิตของ เดอ ชัวซีย์ หวือหวาอื้อฉาวมาก เพราะนอกจากจะแต่งหญิงใช้ชื่อผู้หญิงแล้ว
ยังปลอมชื่อเสียงตัวเองเป็นเคาเตส เดอส บาร์ส ผู้ร่ำรวยแล้วไปหลอกสาวๆ ให้เข้ามาพัวพันด้วย
ทั้งๆ ที่ตัวเองก็แต่งหญิง จนกระทั่งไปทำนักแสดงหญิงชื่อดังตั้งท้องเข้า แล้วต่อมายังแต่งงานกับนักแสดงที่
เมืองโรซองส์

พออายุได้ 23 ครอบครัวรบเร้าให้ เดอ ชัวซีย์เลิกทำตัวหลุดโลกเสียที แต่แล้วเขากลับหนีไปเวนิชแล้วเล่นพนันจนหมดเนื้อหมดตัว จากนั้นก็ระหกระเหินไปกรุงโรมจนป่วยเกือบตาย

ระหว่างที่ใกล้เงื้อมมือทูตมรณะนั้นเองเกิดคิดว่าควรจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองเสียที ทั้งยังเกิดศรัทธาทางศาสนาแรงกล้า จนเข้าสู่ศาสนาอีกครั้ง ได้เป็นบาทหลวง (Abbé) กระทั่งได้ติดตามคณะทูต
ของอาแล็กซ็องดร์ อัศวินแห่งโชมง ( Alexandre, Chevalier de Chaumont) ไปเมืองสยาม

ที่สยามนี่เองที่เดอ ชัวซีย์ สร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อวงการปรัชญา

บันทึกการเดินทางของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามพอควรเช่นเดียวกับบันทึกของคณะเดินทางอื่นๆ คนที่อ่านบันทึกการเดินทางมาสยาม ยังรวมถึงนักปรัชญาคนสำคัญของโลก เช่น มองเตสกิเออ และวอลแตร์ ซึ่งทั้ง 2 คนนี้เอ่ยถึงสยามในเชิงปรัชญาการเมือง (ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว) ท่านยอร์ช เซเดส์ เคยรีวิวบันทึกเล่มนี้ และบอกว่าสิ่งที่ชาวตะวันตกรู้เกี่ยวกับชาวสยามยังผิวเผิน ควรรู้ด้วยว่าชาวสยามเป็นคนรื่นเริง มีขันติธรรม ความเชื่อทางศาสนาที่สอนให้มีเมตตา


เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ ถวายพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มาของภาพ

ส่วน จอห์น ล็อค (John Locke) เอ่ยถึงการไม่เชื่อพระเจ้าของชาวสยาม ในทำนองที่ว่าชาว (พุทธ) สยามไม่นับถือพระเจ้า แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมแบบดั้งเดิมที่ไร้ความเชื่อเรื่องพระเจ้า และแสดงว่าความเชื่อนี้มิได้อยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ล็อค เห็นว่าพวกไม่เชื่อถือพระเจ้าไม่มีคุณธรรมเอาเลย (จอห์น ล็อค มองคนสยามว่าไร้อารยธรรม จึงได้บันทึกเรื่องเล่าจากทูตวิลันดาด้วยว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามไม่ทรงเชื่อว่ามีสิ่งที่เรียกว่าน้ำแข็งอยู่บนโลก)

อีกคนหนึ่งคือ เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาสายเดียวกับจอห์นล็อก ในห้องหนังสือของ ฮูม
มีบันทึกการเดินทางของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ รวมอยู่ด้วย นักวิชาการเชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลเรื่องศาสนาพุทธจากบันทึกเรื่องพุทธศาสนาของอยุธยาในหนังสือเล่มนี้ ที่จริงแล้ว ฮูม ยังติดต่อกับบาทหลวงคณะ
เยสุอิตอีกหลายคน เช่น บาทหลวงโดลือ (Charles Francois Dolu) ซึ่งเคยเดินทางมาสยามหลังคณะของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ และศึกษาพุทธศาสนาอย่างละเอียด ถึงขนาดไปอยู่กับพระที่วัดใกล้ๆ สำนักเยสุอิตในอยุธยา โดยถือวินัยแบบพระ กินอยู่แบบพระ

ฮูม อาจศึกษาคำสอนของศาสนาพุทธในอยุธยาจากงานของบาทหลวงโดลือ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเรื่องอะไร อย่างไรก็ตาม ฮูมเคยบอกว่า ถ้าไม่มีผัสสะต่างๆ มาประกอบกันแล้วก็ไม่อาจรู้สึกถึงความเป็นตัวเป็นตนได้ ซึ่งทัศนะนี้คล้ายกับเรื่องขันธ์ 5 เป็นอย่างมาก พุทธศาสนานั้นสอนว่าอัตตาไม่มี มีแต่องค์ประกอบมารวมๆ กันเป็นรูป-นามขึ้นโดยเหตุปัจจัย มิพักจะเอ่ยถึงพระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง


เดวิด ฮูม นักปรัชญาชาวอังกฤษ ที่มาของภาพ

ฮูม คิดไม่เหมือนล็อคเรื่องการไม่นับถือพระเจ้า เขาว่าพวกที่โจมตีการไม่นับถือพระเจ้า (อย่างชาวสยาม) มีธงอยู่ในใจแล้วว่าพวกนี้เป็นพวกป่าเถื่อนและไร้การศึกษา ซึ่งท่าทีนี้สะท้อนบันทึกของ ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสที่บันทึกถึงชาวสยามในทำนองว่า แม้เป็นพวกไม่นับถือพระเจ้า แต่มีความสุภาพเรียบร้อย

ล็อค เสนอแนวคิดเรื่องชาวสยามได้ไม่ตรงนักเพราะข้อมูลที่ได้ไม่เคลียร์ เขายังบ่นว่า สรุปแล้วคนสยามนับถือเทพยดาจำนวนมากมายมหาศาลเหมือนกับที่ บิชอปแห่งเบรุต (Bishop of Beryte) บันทึกไว้ หรือไม่นับถือพระเจ้าเอาเสียเลยเหมือนที่บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ บันทึกไว้กันแน่

มองดูสยามประเทศตอนนี้เราจะเห็นว่า ชาวพุทธมีทั้งระดับที่ถือเทพเจ้าเป็นที่พึ่ง ทั้งเทพสายพุทธสายพราหมณ์ ผีสางนางไม้ และพุทธในระดับที่มองเห็นว่าคนคือเทพ เทพคือคน สรรพสิ่งเป็นเพียงขันธ์ 5 มารวมๆ กันโดยเหตุและปัจจัย

นับวันกลุ่มหลังเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ


**อ้างอิง
Could David Hume Have Known about Buddhism? Charles Francois Dolu, the Royal College of La Flèche, and the Global Jesuit Intellectual Network An Essay Concerning Human Understanding By John Locke โดย Alison Gopnik

- François-Timoléon de Choisy, l’abbé habillé en femme

- M. l'Abbé de Choisy : Journal du Voyage de Siam fait en 1665 et 1686

- Bulletin de l'Ecole française d'Extrême-Orient Année 1930 Volume 30 Numéro 1 -LA FOLLE VIE DE L’ABBÉ ใน Libération

- An essay concerning human understanding โดย John Locke François-Timoléon de Choisy ใน fr.wikipedia.org