Oriental World

20 เยาวชนซามูไรหน่วยเบียกโกะไต ตัวตายเพื่อเกียรติยศ



ภาพซีรีย์เรื่อง Byakkotai ที่มาของภาพ

เกียรติยศของทหารและซามูไร คือการพลีชีพในสนามรบ แต่ก็มีเหมือนกันที่พวกเขาต้องมาพลีชีพไปโดยเข้าใจผิดว่าฝ่ายตนพ่ายแพ้แล้ว คนรุ่นหลังอาจตัดสินว่าเป็นการกระทำที่สูญเปล่า แต่สำหรับคนรุ่นก่อน
นี่อาจถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและไม่ยอมจำนนของนักรบ สิ่งนี้ถูกปลูกฝังไว้ในชนชั้นซามูไรทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่อายุยังไม่เกิน 18 ปีด้วยซ้ำ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคปฏิรูป เกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แล้วนำไปสู่การโค่นล้มระบอบโชกุนที่ปกครองประเทศมายาวนานนับพันปี ซึ่งในการอวสานของชนชั้นซามูไรนั้น ก็มีวีรกรรมหลายอย่างที่ควรค่าถูกจารึกไว้ แม้จะเป็นของกลุ่มคนที่ยืนอยู่ฝ่ายแพ้ก็ตาม

มีในเหตุการณ์เล็กๆ อย่างหนึ่งที่ตราตรึงคนญี่ปุ่นในยุคหลังไม่น้อย ก็คือ การพลีชีพของกลุ่มเยาวชนซามูไรที่ชื่อว่าหน่วย “เบียกโกะไต” หรือ “หน่วยพยัคฆ์ขาว”

จุดเริ่มของกองกำลังนี้มาจากยุทธการศึกที่ไอสึ ซึ่งเป็นศึกตัดสินชะตากรรมของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลบากุฝุของโทกุกาวะ ซึ่งเวลานั้นกำลังเสียเปรียบกองกำลังฝ่ายปฏิรูปของซัตสึมะและโจชู

แคว้นไอสึในช่วงยุคปฏิรูปนั้น ถือเป็นกลุ่มสำคัญที่สนับสนุนรัฐบาลบากุฝุ มีผู้นำหนุ่มคนสำคัญที่มีบทบาทมากในรัฐบาลก็คือ มัตสึไดระ คาตาโมริ มีศักดิ์เป็นญาติกับโชกุนของโทกุกาวะ แล้วที่สำคัญคือ เขาเป็น
เจ้านายของพวกชินเซ็งงุมิ กองกำลังตำรวจกลุ่มสำคัญที่ทำหน้าที่กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามและปกป้องความสงบในเมืองเอโดะ อีกทั้งกองกำลังของไอสึก็เป็นหน่วยหน้าที่เคยบุกปราบทัพโจชูในเหตุการณ์ที่ประตูคินมอนมาก่อน ดังนั้นจึงทำให้พวกแคว้นไอสึเป็นที่เกลียดชังของฝ่ายปฏิรูปมาก

ภายหลัง เมื่อฝ่ายปฏิรูปสามารถผลักดันให้เกิดการคืนอำนาจแก่องค์จักรพรรดิ จึงทำให้เกิดการพลิกขั้วกลับ ฝ่ายปฏิรูปกลายเป็นกองกำลังขององค์จักรพรรดิ ส่วนทัพของโทกุกาวะและทหารไอสึที่เคยภูมิใจในฐานะกองกำลังหลวง ต้องกลับกลายเป็นฝ่ายกบฏแทน นำไปสู่สมรภูมิที่ โทบะ-ฟุชิมิ เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1868 มีโทกุกาวะ โยชิโนบุ โชกุนคนสุดท้ายเป็นจอมทัพ ด้านมัตสึไดระ คาตาโมริ ผู้นำของไอสึก็ต้องนำทหารเข้าร่วมกับโทกุกาวะด้วย แต่เวลานั้นทางไอสึมีปัญหาทางการเงินทำให้ไม่สามารถซื้อหาอาวุธปืนเพื่อใช้ในการทำสงครามได้มากพอ หากเทียบกันแล้ว ฝ่ายซัตสึมะและโจชูมีพลังทางเศรษฐกิจที่มาจากการค้าขายกับชาวตะวันตก จึงทำให้มีอาวุธปืนเหนือกว่ามาก

สุดท้ายแล้ว ในไอสึจึงต้องเกณฑ์ผู้ชายในแคว้นจากทุกระดับมาตั้งกองกำลังสี่หน่วยหลักเพื่อทำศึก
โดยใช้เกณฑ์แบ่งจากอายุ ได้แก่

เก็นบุไต หรือ หน่วยเต่าเขียว เกณฑ์จากชายอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นหน่วยปกป้องในปราสาทวาคามัตสึ
ซึ่งเป็นปราการหลักของแคว้น

เซย์ริวไต หรือ หน่วยมังกรฟ้า เกณฑ์จากชายหนุ่มอายุ 36-49 ปี ออกศึกในแนวหน้า

ซุซาคุไต หรือ หน่วยวิหคแดง เกณฑ์จากชายหนุ่มอายุ 18-35 ปี ออกศึกประจัญบานในสนามรบ

และสุดท้ายคือ เบียกโกะไต หรือ หน่วยพยัคฆ์ขาว เกณฑ์จากเด็กหนุ่มที่อายุระหว่าง 16-17 ปี โดยแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักตามระดับชั้นซามูไร ชั้นสูงคือ ชิชู ชั้นกลางคือ โยริอาไอ และกลุ่มล่างคือ อาชิการุ

สำหรับหน้าที่หลักของหน่วยเบียกโกะไตคือ เป็นกองหนุนให้กองกำลังอื่นๆ มีการแบ่งกำลังบางส่วนเป็นหน่วยลาดตระเวนและคอยส่งข่าวด้วย จำนวนเด็กหนุ่มที่เข้าร่วมในหน่วยนี้เชื่อว่าอยู่ที่ราว
2,000-3,000 คน

ส่วนเหตุที่เรื่องของเบียกโกะไตเป็นที่รู้จักขึ้นในภายหลังนั้น เป็นเพราะการพลีชีพของเด็กหนุ่ม 20 คนของหน่วยนี้ ซึ่งหน่วยของพวกเขาติดตามไปร่วมศึกที่โทโนกุจิวาระ พวกเขาได้ขึ้นไปสังเกตการณ์ที่หอคอยบนเนินเขาอีโมริแล้วพบควันไฟจากปราสาทคาวามัตสึ จึงเข้าใจว่าทางปราสาทถูกตีแตกไปแล้ว

อันที่จริงตอนนั้นปราสาทยังไม่ถูกตีแตก แต่ทางปราสาทถูกปืนใหญ่บุกยิงถล่มอย่างหนักและกำลังจะยอมจำนน สำหรับเด็กหนุ่มทั้ง 20 คนนั้นเข้าใจผิดคิดว่า ครอบครัวและผู้นำของพวกเขาคงจบชีวิตหมดสิ้นแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจทำเซ็ปปุกุ ปลิดชีพตนเองโดยพร้อมกัน เพื่อรักษาเกียรติของซามูไรไอสึ มากกว่าจะยอมจำนนต่อข้าศึก

แต่ปรากฏว่าหนึ่งในนั้นคือ อีนุมะ ซาดาคิจิ กลับไม่ตาย เขาหมดสติจากพิษบาดแผลหลังจากการทำเซ็ปปุกุ แต่ได้ชาวบ้านที่มาพบช่วยชีวิตเอาไว้


อีนุมะ ซาดาคิจิ ในวัยชรา ที่มาของภาพ

หลังสงครามในประเทศจบสิ้นลง ซาดาคิจิ ได้ย้ายไปพำนักอยู่ในเซ็นได ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จึงเป็นโอกาสให้เขาได้เล่าเรื่องราวของหน่วยเบียกโกะไต และการพลีชีพของซามูไรไอสึ ภายหลังรัฐบาลเมจิได้ประกาศอภัยโทษให้กับโทกุกาวะ โยชิโนบุ รวมถึงผู้ที่เคยร่วมกับรัฐบาลบากุฝุหลายคนก็ได้กลับมาทำงานให้รัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างประเทศญี่ปุ่น เรื่องของฝ่ายแพ้ในยุคปฏิรูปจึงได้กลายเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นสืบต่อมา


รูปปั้นหน้าพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงหน่วยเบียกโกะไต ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Book
Andrew Gordon (2003). A Modern History of Japan from Tokugawa time to the present. New York, Oxford University Press.
Marius B. Jansen (1971). Sakamoto Ryoma and the Meiji Restoration, Stanford. Stanford University Press.

Website
https://en.wikipedia.org/wiki/Byakkotai
https://www.jref.com/articles/byakkotai.168/