Oriental World

ความเป็นเต๋า - จากเต้าเจี้ยวถึงข้าวห้าทะนาน

คำว่า "เต๋า" หรือ "เต้า" ในภาษาจีนหมายถึง "มรรค" คำนี้ใช้กันมาแต่โบราณหมายถึงวิถีที่ฟ้า คน และ ดิน สอดประสานเป็นเอกภาพ ในยุคราชวงศ์โจว หลี่ตาน หรือ เหลาจื่อ (ปราชญ์ผู้เฒ่า) แต่งตำราขึ้นมาชื่อว่า ต้าวเต๋อจิง หรือ "มรรคาคุณธรรมคัมภีร์" ชี้แจง มรรคแห่งฟ้าดิน และอธิบายคุณธรรมของมนุษย์ผู้ประเสริฐ เหลาจื่อนั้นไม่แน่ว่าจะมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่หลักการนี้ปรากฏมาแต่โบราณแล้ว หลักมรรคาคุณธรรมนั้นผสมผสานปรัชญาธรรมชาตินิยมของสำนักอินหยาง (阴阳家) ซึ่งสอนเรื่องการดำรงตนตามหลักพลัง
หยิน-หยาง (พลังบวก/ลบ) และธาตุทั้ง 5 (ดิน/น้ำ/ไฟ/ไม้/โลหะ) รวมถึงจริยธรรมมนุษย์นิยมของสำนักปรัชญาต่างๆ ในยุคราชวงศ์โจว


ภาพเขียนเหลาจื่อ ในจินตนาการของจางลู่ จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง (1464–1538) ที่มาของภาพ

ในยุคราชวงศ์โจวนั้นเป็นยุค "ร้อยสำนักประชันขันแข่ง" (诸子百家) มีสำนักปรัชญาเสนอแนวทางมากมาย เพราะเป็นยุคที่บ้านเมืองแตกแยก ผู้คนรบราฆ่าฟัน สัตบุรุษจึงแสวงหาที่พึ่งทางใจ ศาสนาเต๋าเดิมเป็นสำนักปรัชญาทั้งร้อยสำนัก สำนักปรัชญาเรียกว่า เจีย (家) เดิมศาสนาเต๋าเป็น เต้าเจีย (道家) เสนอหลักดำเนินชีวิต ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการวุ่นวายทางโลก หวนคืนสู่ธรรมชาติ ยกย่องสามัญลักษณะ ตำหนิโลกธรรมจอมปลอม ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่โลกุตระ นี้คือ หลักการเดิมแท้ของเต๋า ผู้ที่เป็นตัวแทนต่อยอดแนวคิดนี้ คือ จวงจื่อ ปราชญ์อันดับสองของสำนักนี้ มีคำสอนสำคัญคือ "คัมภีร์จวงจื่อ" (莊子) คัมภีร์นี้กับ "คัมภีร์ต้าวเต๋อจิง" (道德经) เป็นรากฐานของปรัชญาเต๋า

ในยุคที่ขุนศึกเป็นใหญ่ ขุนนางเป็นยอด ความเชื่อเรื่องธรรมชาตินิยมไม่มีประโยชน์ในการค้ำชูแผ่นดิน
เต๋าในฐานะสำนักปรัชญาจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นศาสนา หรือ เจี้ยว กลายเป็น เต้าเจี้ยว (道教) ผู้ที่มีส่วนผลักดันเปลี่ยนแปลงคือ มหาชนคนสามัญที่ไม่สนใจปรัชญาทางโลก แต่มุ่งแสวงหาอิทธิปาฏิหาริย์ ชุบชูจิตใจที่ตกต่ำในยุคสงครามและการแย่งชิงอำนาจ

ศาสนาเต๋ามาพัฒนาเป็นระบบในสมัยสามก๊ก เกิด "สำนักข้าวห้าทะนาน" (五斗米道) มีจางหลิงเป็น
เจ้าสำนัก สำนักนี้ริเริ่มจัดสำนักเต๋าเป็นองค์กรทางศาสนา ผสมผสานหลักธรรมชาตินิยมและโลกุตระเข้ากับหลักการแพทย์โบราณและรสายนศาสตร์ (เล่นแร่แปรธาตุ) สอนเรื่องการควบคุมลมปราณ การยกฐานะมนุษย์ธรรมดาเป็นนักสิทธิ หรือ เซียน และสอนว่า เซียนคือ ผู้เป็นอมตะด้วยการฝึกควบคุมพลังชี่และมีจรรยาบริสุทธิ์ มีการนำความเชื่อโบราณของสามัญชนเรื่องเทพประจำหมู่ดาวและการปราบภูติผีปีศาจเข้ามาผสม เต๋าในยุคนี้ตัดขาดความเป็นปรัชญา กลายเป็นศาสนาเต็มตัว ต่อมาสำนักนี้เรียกว่า "สำนักเทียนซือต้าว" (天師道) หรือ เทพคุรุมรรค


จางเต้าหลิง (张陵) ปรมาจารย์แห่งสำนักข้าวห้าทะนาน ในสมัยสามก๊กภาพจาก Myths & legends of China

ถึงสมัยราชวงศ์จิ้น เว่ยหัวฉุน กับ เถาหงจิ่ง ตั้ง "สำนักซ่างชิง" (上清) สำนักนี้เน้นปฏิบัติสมาธิภาวนาควบคุมลมปราณ ไม่เน้นสอนเรื่องเวทย์คาถาหรือเล่นแร่แปรธาตุ แสวงหาพลังชี่อันเป็นต้นกำเนิด นับถือ ไตรพิสุทธิ์ หรือ ซานชิง (三清) เป็นผู้ควบคุมกำเนิดจักรวาล อันได้แก่ "หยวนซื่อเทียนจวิน" ดูแลมรรคกำเนิดต้นธาร ต่อมาเป็น "หลิงเป่าเทียนจวิน" แปลงแรกกำเนิดเป็นพลังทั้งสอง คือ พลังอิน-หยาง ต่อมาเป็น "ต้าวเต๋อเทียนจวิน" แปลงพลังหยินหยางเป็นหลักมรรคาคุณธรรม มอบแด่มวลมนุษย์

สำนักซ่างชิงได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาโดยตลอด โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ถังซึ่งฮ่องเต้มีแซ่หลี่ และมักนับญาติกับเหลาจื่อ ปฐมาจารย์แห่งสำนัก เพราะ เหลาจื่อมีแซ่หลี่เช่นกัน ชื่อว่า หลี่ตาน
สำนักซ่างชิงมีศูนย์กลางอยู่ที่ภูเหมาซาน จึงเรียนว่า "สำนักเหมาซาน" ด้วย


สรรนิพนธ์ของเถาหงจิ่ง (陶弘景) ปรมาจารย์แห่งสำนักซ่างชิง ชื่อหนังสือ เถาเจิน ไป๋จี๋ (陶貞白集) พิมพ์ในสมัยราชวงศ์หมิง
ที่มาของภาพ


ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน ศาสนาเต๋าเกิดสำนักใหญ่อีก 2 สำนักคือ "สำนักหลิงเป่า" (灵宝)
ผสานแนวคิดของสำนักเทียนซือ สำนักซ่างชิง และพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน สำนักนี้เน้นเวทย์มนตร์คาถามาก มีการจัดตำแหน่งทวยเทพต่างๆ คล้ายของพุทธ มีการประกอบพิธีทางศาสนายิ่งใหญ่อลังการ ประกอบด้วยมโหรีปี่พาทย์ เครื่องทรงงดงาม มีคำสวดคล้ายของพุทธ การประกอบพิธีของเต๋าทุกวันนี้สืบทอดมาจาก
สำนักหลิงเป่า

ต่อมาเกิด "สำนักฉวนเจิน" (全真) หรือ ช้วนจิน สถาปนาโดยหวางฉงหยาง มีศิษย์เอก 7 คน หนึ่งในนั้นคือ ชิวชู่จี หรือ คูชู่กี่ สำนักนี้เน้นสอนกำลังลมปราณภายใน สอนหลักความว่างผลักดันสรรพสิ่ง เป็นรากฐานของวิชากำลังภายในสายเต๋า สำนักนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากฮ่องเต้สมัยราชวงศ์หยวน โดยเฉพาะ
ชิวชู่จี ได้รับความไว้วางพระทัยจากเจงกิสข่านอย่างมาก สำนักฉวนเจินมีศูนย์กลางที่อารามไป๋หยุนกวน ในกรุงปักกิ่ง สถาปนามาตั้งราชวงศ์ถัง แปลงเป็นสำนักของคูชู่กี่ สมัยราชวงศ์หยวนยังยืนยงจนถึงทุกวันนี้


ที่มณฑลซานซี มีโบราณสถานสำคัญของชาติจีน คือ อารามหย่งเล่อกง (永乐宫) เป็นวิมาน (กง) ที่สร้างอุทิศแก่ ลหฺวี่ต้งปิน หนึ่งในแปดเซียนของศาสนาเต๋า และเป็นอาจารย์ของ หวางฉงหยาง ปรมาจารย์ของสำนักฉวนเจินทวยเทพในศาสนาเต๋า จิตรกรรมฝาผนังสมัยราชวงศ์หยวน ที่มาของภาพ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงราชวงศ์หมิงและชิง ความนิยมในศาสนาเต๋าของราชสำนักเสื่อมถอยลง จนแทบไม่มีบทบาทสำคัญ ทั้งนักพรตเต๋ายังมีภาพลักษณ์ไม่สู้ดีนักในสายตาปัญญาชน กระทั่งถึงยุคสาธารณรัฐศาสนาเต๋าจึงมีสถานะทัดเทียมศาสนาอื่นๆ อีกครั้ง

จะเห็นได้ว่า หลักการของศาสนาเต๋าเกี่ยวพันกับพลังธรรมชาติ และรากฐานความเป็นมนุษย์ที่แท้ หากทว่า การบรรลุถึงเดิมแท้จากมรรคาเต๋ามีวิธีลี้ลับพิสดารมาก จึงพัวพันกับรสายนศาสตร์และเวทย์มนตร์คาถา
ยิ่งวิจิตรพิสดารขึ้นเรื่อยๆ ราวกับยิ่งห่างไกลจากหลักการของ เหลาจื่อ ที่เน้นเรียบๆ ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้ว มรรคานั้นยากจะหยั่งถึง เพราะแม้จะเรียบง่าย แต่ก็อาจจะอลังการ แม้จะดูเหมือนไร้ แต่ก็เหมือนมี
ดังคำสอนในคัมภีร์ต้าวเต๋อจิง ว่า

มรรคอาจดำเนินได้มิใช่บรมมรรค (道可道非常道)

รูปนามอาจระบุได้มิใช่รูปนามปรมัตถ์ (名可名非常名)