Armies Weapons and Warfare

วีรกรรมทหารอิตาเลียนในการรบที่เอล อลาเมน

ชื่อ ลุยจิ อาร์บิบ ปาสคุชจิ คือ ชื่อของทหารอิตาลีคนหนึ่งซึ่งร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพของชาติอักษะซึ่งมักจะถูกดูหมิ่นดูแคลนเรื่องของความไร้ประสิทธิภาพในการรบ ตั้งแต่ทหารและผู้บังคับบัญชา ยุทธวิธี หรือแม้กระทั่งยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีในกองทัพ แต่ก็ใช่ว่ากองทัพประเทศนี้ จะไม่มีดีหรือมีวีรกรรมของทหารใดๆ ให้ยกย่องบ้างเลย เรื่องราวของชายคนนี้ เป็นอีกหนึ่งวีรกรรมความกล้าหาญ และเสียสละเพื่อประเทศชาติของเขา


ลุยจิ อาร์บิบ ปาสคุชจิ ที่มาของภาพ

ลุยจิ อาร์บิบ ปาสคุชจิ เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1909 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ช่วงเริ่มต้นของชีวิตนั้นเขาเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น และส่งเสริมให้เขามีการศึกษา เขารับการศึกษาขั้นพื้นฐานและเติบโตมาในช่วงเปลี่ยนผ่านของอิตาลี รวมทั้งเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโรม University of Rome ช่วงที่เขาสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงที่ผู้นำคนใหม่ของอิตาลี เบนิโต้ มุโสลินี มีนโยบายสร้างอิตาลีให้ยิ่งใหญ่เหมือนกับจักรวรรดิโรมันในอดีต พรรคฟาสซิสต์อิตาลี รณรงค์และโฆษณาชวนเชื่อให้ชาวอิตาลีร่วมมือกับรัฐบาล ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศของตนอง และปาสคุชจิก็เป็นคนหนุ่มคนหนึ่งในจำนวนคนอิตาลีนับล้าน ที่ตอบรับคำเชื้อเชิญนี้ และก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศชาติ ด้วยการสมัครเข้าร่วมกับกองทัพ ฐานะนายทหารกองหนุน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1934

ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 เขาถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งใน กรมทหารราบที่ 51 แอลป์ (51st Infantry Regiment Alps) แต่ในปีถัดมาเขาก็ถูกย้ายไปทำหน้าที่ในกองพันรถเกราะจู่โจม สังกัดกรมรถถัง ตอนช่วงปลายเดือนเมษายน ประจำการอยู่แอฟริกาตะวันออก ดูแลรักษาความมั่นคงในดินแดนอาณานิคมอิตาลี
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้น เขาถูกเรียกตัวเข้ามาประจำการในกรมทหารราบที่ 132 (132rd Infantry Regiment ) ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลยานเกราะ 132 “อาริเต้” (132rd Armored Division "Ariete") วางกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพอังกฤษที่เอล อลาเมน (El Alamein)


ทหารอิตาเลียนสังกัดกองพลยานเกราะอาริเต้ กับรถถังเอ็ม 13/40 ที่มาของภาพ

ร้อยตรีปาสคุชจิ ได้ร่วมรบในการศึก เพื่อช่วงชิงแอฟริกาเหนือ ตอนนั้นเขาบังคับบัญชากองร้อยที่ 10 เป็น
กองร้อยรถถัง มีรถถังแบบเฟียตเอ็ม 13/40 (Fiat M13/40) และได้แสดงวีกรรมครั้งสำคัญของตนเองเมื่อ
วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ในยุทธภูมิที่เอล อลาเมน กองร้อยรถถังของเขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเผชิญหน้ากับหน่วยยานเกราะของกองทัพอังกฤษ สังกัดกองพลน้อยยานเกราะที่ 22 (22nd Armored Brigade) ใกล้ๆ กับเมืองเบอ เอล อับด์ (Bir El Abd) อยู่ทางตะวันออกของเอล อลาเมน ศึกครั้งนี้ กองกำลังอักษะอันเป็นกำลังผสมระหว่างอิตาเลียนและเยอรมัน ปราชัยอย่างย่อยยับในการรบ พวกเขาไม่สามารถบุกฝ่าแนวรับของฝ่ายอังกฤษได้ ตอนนี้ก็ถึงคราวที่ฝ่ายอังกฤษและเครือจักรภพจะเปิดฉากรุกกลับ


รถถังเอ็ม 13/40 พรางสีให้เข้ากับภูมิประเทศทะเลทราย ที่มาของภาพ

วันต่อมากองร้อยของเขาได้รับคำสั่งให้รักษาที่มั่นทางปีกซ้ายของกรม ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเข้าตีของกองพลน้อยยานเกราะที่ 8 ของอังกฤษ ขณะนั้นกำลังส่วนใหญ่ของกองพลยานเกราะอาริเต้ กำลังล่าถอยกลับไปยังเมืองฟุกา (Fuka) จึงทำให้กองกำลังทางปีกซ้าย มีจำนวนพลที่เป็นรองฝ่ายอังกฤษอย่างมาก และที่สำคัญรถถังในหน่วยของเขายังมีคุณภาพที่ด้อยกว่ารถถังของฝ่ายอังกฤษอีกด้วย

แต่ถึงกระนั้น ผู้หมวดปาสคุชจิ ยังบัญชาการรบต่อไปอย่างอาจหาญ เขาและลูกน้องรบหน่วงเหนี่ยวข้าศึก ให้กองกำลังหลักสามารถล่าถอยออกไปได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่า ความสำเร็จในการล่าถอยของกองกำลังหลักที่ล่าถอยออกไปได้อย่างปลอดภัยนั้น กำลังจะส่งผลเสียต่อหน่วยของผู้หมวดหนุ่มคนนี้ นั่นก็เพราะว่า กองร้อยของเขากลับกลายเป็นว่า ถูกตัดขาดและกำลังจะถูกข้าศึกล้อมเอาไว้ ผู้หมวดปาสคุชจิพยายามรวบกำลังทหารที่เหลืออยู่อีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะรุกโต้ตอบอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อทำให้ข้าศึกสับสนแล้วจึงถอนกำลังออกไป เขาสั่งให้รวบรวมทหารที่บาดเจ็บเตรียมพร้อมเคลื่อนย้าย และให้ทหารที่ยังทำการรบได้ เตรียมเข้าตีข้าศึก ผู้หมวดหนุ่มไม่แยแสต่อการระดมยิงของข้าศึก เขาและลูกน้องนำรถถังเฟียตเอ็ม 13/40 ออกลุยกับทหารอังกฤษ โดยทิศทางการรุกในครั้งนี้คือ มุ่งตีฝ่าเข้าไปตรงกลางแนวรบของกองพลน้อยยานเกราะของข้าศึก

การเข้าตีของผู้หมวดปาสคุชจิกับลูกน้อง สร้างความตื่นตะลึงและสับสนให้กับทหารอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาคิดว่า ทหารอิตาเลียนที่เหลืออยู่คงเล็ดรอดและหลบหนีออกไปกันหมดแล้ว ไม่คิดว่าจู่ๆ จะมีรถถังของอิตาเลียนแล่นตรงเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นไปทั่วแนวรบกองพลน้อยยานเกราะที่ 8 รถถังพวกอิตาเลียน โผล่มาจากไหนไม่รู้แล่นชนรถถังอังกฤษและพังทลายบังเกอร์ของทหารราบ ทหารราบอังกฤษวิ่งหนีตายไม่ให้โดนรถถังข้าศึกเหยียบกันจ้าละหวั่น รถถังในหน่วยของปาสคุชจิ ยิงทำลายรถเกราะและยานยนต์ต่างๆ ถึงแม้จะไม่สามารถยิงทำลายรถถังอังกฤษได้ในนัดแรก แต่กองร้อยรถถังของผู้หมวดปาสคุชจิ ก็สร้างความเสียหายให้รถถังของอังกฤษได้หลายคัน


ภาพวาดหน่วยยานเกราะอิตาเลียนขณะแล่นออกสู่สมรภูมิ ที่มาของภาพ

กองร้อยของผู้หมวดปาสคุชจิ ยังเคลื่อนพลต่อไป แม้จะมีรถถังของหน่วยหลายคันถูกยิงทำลายไปแล้วก็ตาม รถถังเดนตายของอิตาลีเหล่านี้ยังมุ่งตรงไปข้างหน้า พร้อมกับใช้ป้อมปืนประจำรถยิงใส่ทหารอังกฤษตลอดเส้นทางที่มั่นมุ่งตรงไป มันเป็นความกล้าและบ้าบิ่นของทหารอิตาเลียน ที่แสดงออกมาให้ข้าศึกที่ดูหมิ่นดูแคลนพวกเขามาตลอดได้เห็นด้วยตาตนเองว่า ทหารอิตาเลียนไม่ได้ขี้ขลาดกันหมดทั้งกองทัพ และผู้หมวดปาสคุชจิกับทหารกล้าแห่งกองร้อยที่ 10 ก็แสดงให้พวกอังกฤษได้รู้ซึ้งในวันนี้

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของสนามรบ กระสุนปืนใหญ่นัดหนึ่งยิงถูกรถถังของผู้หมวดปาสคุชจิเข้าอย่างจัง มันทำให้รถถังของเขาหยุดนิ่ง และไม่กี่อึดใจ กระสุนนัดที่สองก็ยิงใส่รถถังของเขาอีกครั้ง แม้รถถังของเขาจะไม่ได้ระเบิดจนป้อมปืนปลิวกระเด็นไปไกล แต่จากสภาพและลักษณะก็บ่งบอกแล้วว่า รถถังของเขาถูกทำลายลงแล้ว ไม่มีพลประจำรถ ปีนออกมาหรือคลานออกมาจากรถแม้แต่คนเดียว เมื่อการรบยุติลง กองร้อยรถถังที่ 10 ถูกละลายทั้งกองร้อย ทหารที่บาดเจ็บ พยายามตีฝ่าออกไปนั้น ส่วนใหญ่ไม่สามารถหลบหนีไปได้ พวกเขาถูกทหารอังกฤษจับเป็นเชลยทั้งหมด ผู้หมวดปาสคุชจิเสียชีวิตอยู่ภายในรถถังของตนเองพร้อมกับลูกน้อง ทหารอังกฤษนำศพของเขาและทหารอิตาเลียนกองร้อยที่ 10 ทุกนายที่เสียชีวิตในการรบครั้งนี้ จัดพิธีศพและฝังอย่างสมเกียรติชายชาติทหาร


เหรียญ เมดาเลีย โด รอ อัลเลอะ วาลูร์ มิลิตาเร (Medaglia d'oro al valor militare) อันเป็นเหรียญกล้าหาญสูงสุดของกองทัพอิตาเลียน ที่มาของภาพ

และถึงแม้เขาจะเสียชีวิตในการรบ แต่ก็มีพิธีมอบเหรียญกล้าหาญสูงสุดของกองทัพอิตาเลียนให้แก่ครอบครัวของร้อยโทลุยจิ อาร์บิบ ปาสคุชจิ และครอบครัวทหารคนอื่นๆ ในกองร้อยที่ 10 ที่เสียชีวิตในการรบ โดยที่ครอบครัวของผู้หมวดปาสคุชจิ ได้รับมอบเหรียญ เมดาเลีย โด รอ อัลเลอะ วาลูร์
มิลิตาเร Medaglia d'oro al valor militare อันเป็นเหรียญกล้าหาญสูงสุดของกองทัพอิตาเลียน เพื่อเชิดชูเกียรติและวีรกรรมความกล้าหาญของเขา


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. Website: https://en.wikipedia.org/wiki/Luigi_Arbib_Pascucci
2. Website: https://it.wikipedia.org/wiki/Luigi_Arbib_Pascucci
3. Website: https://history-nerd.deviantart.com/art/Luigi-Arbib-Pascucci-359580375
4. Website: https://www.facebook.com/HetaliaWW2/posts/
431882703667500