World Clvilization

14 สุดยอดวิหารไอยคุปต์ในอาณาจักรนูเบีย (ตอนจบ)


ส่วนหนึ่งของวิหารเกิร์ฟ ฮุสเซอิน ที่สามารถขนย้ายมาได้ ส่วนอื่นของวิหาร ปัจจุบันจมน้ำไปหมดแล้ว ที่มาของภาพ

วิหารแห่งที่ 7 ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์เช่นกัน ตรงบริเวณที่เรียกว่า เกิร์ฟ ฮุสเซอิน
(Gerf Hussein) ห่างลงมาทางด้านทิศใต้ของวิหารเดนดูร์เพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตร บริเวณนี้มีวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ตั้งอยู่ เป็นวิหารเจาะผาที่คล้ายคลึงกับมหาวิหารอบูซิมเบลเป็นอย่างมาก เพียงแต่ว่ามีขนาดที่เล็กกว่าเท่านั้นเอง ด้านในห้องบูชามีรูปสลักประทับนั่ง 4 รูป ที่คล้ายคลึงกับด้านในวิหารอบูซิมเบล แต่เทพที่พระองค์อุทิศวิหารให้นั้นไม่เหมือนกัน วิหารแห่งนี้สร้างถวายแด่เทพพทาห์ (Ptah) พทาห์-เทเนน
(Ptah-Tenen) ฮาเธอร์ และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ บูชาตัวเองในฐานะเทพ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งก็คือ วิหารแห่งเกิร์ฟ ฮุสเซอินนี้ “จมน้ำ” ไปเสียแล้ว นักโบราณคดีสามารถกู้วิหารแห่งนี้ขึ้นมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น


วิหารเอล-ดัคคา ที่ถูกขนย้ายมาตั้งเอาไว้ยังตำแหน่งใหม่ เพื่อหนีระดับน้ำจากการสร้างเขื่อน ที่มาของภาพ

วิหารแห่งที่ 8 คือวิหารเอล-ดัคคา (el-Dakka) สร้างโดยกษัตริย์ชาวเมโรอิติคนาม “อาร์คามานี” (Arkamani) เมื่อราวๆ 220 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่จะได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมโดยเหล่าฟาโรห์ชาวกรีก ทั้งปโตเลมีที่ 6 และ 8 รวมทั้งจักรพรรดิออกัสตัสก็มีส่วนร่วมในวิหารเอล-ดัคคานี้ด้วย วิหารแห่งนี้บูชาเทพธอธ (Thoth) เป็นเทพแห่งวิทยาการและความรู้ เดิมทีวิหารเอล-ดัคคาตั้งห่างออกมาทางตอนใต้ของวิหารเดนดูร์เพียงแค่ 23 กิโลเมตร แต่เมื่อถึงปี ค.ศ. 1962 มันก็ได้รับการขนย้ายออกไปตั้งยังตำแหน่งใหม่ที่เอล-เซบัว (el-Sebua) อยู่ทางตอนใต้ลงไปอีก 40 กิโลเมตร ทำให้ต้องใช้เวลาในการขนย้ายและประกอบใหม่ยาวนานถึง 6 ปีเลยทีเดียว


วิหารแห่งเอล-เซบัว ปัจจุบันยังคงหลงเหลือหลักฐานของรูปสลักสฟิงซ์สองแถวประดับอยู่ด้านหน้าวิหาร ที่มาของภาพ

วิหารแห่งที่ 9 วิหารแห่งเอล-เซบัว ประกอบไปด้วย 2 วิหารหลักที่สร้างขึ้นในสมัยราชอาณาจักรใหม่ เป็นผลงานของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) และฟาโรห์รามเสสที่ 2 วิหารของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 นั้น สร้างถวายแด่เทพฮอรัสและอมุน หลังจากนั้นวิหารแห่งนี้ก็ถูกทำลายลงด้วยฝีมือของฟาโรห์นอกรีตในยุคอมาร์น่า (Amarna) ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในยุคหลังจึงได้เข้ามาช่วยบูรณะซ่อมแซมวิหารให้ ก่อนที่จะสร้างวิหารของพระองค์เองขึ้นมาในบริเวณนี้ด้วย วิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สร้างถวายแด่
เทพรา-ฮอรัคตี (Ra-Horakhty) และอมุน-รา อีกทั้งยังมีแถวของสฟิงซ์เรียงรายตลอดสองข้างทางเข้าวิหาร ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นจวบจนปัจจุบัน นับว่าสวยงามเป็นอย่างมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่วิหารของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 นั้น ในปัจจุบันได้จมทะเลสาบนัสเซอร์ (Lake Nasser) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


วิหารอมาดา หลังจากได้รับการขนย้ายมาตั้งเอาไว้ยังตำแหน่งใหม่ เพื่อให้รอดพ้นจากภัยน้ำท่วม ที่มาของภาพ

วิหารแห่งที่ 10 เป็นอีกหนึ่งวิหารในดินแดนนูเบียที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว วิหารแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนามวิหารอมาดา (Amada) ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับนครอมาร์น่าของฟาโรห์นอกรีตแต่อย่างใด วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของวิหารแห่งเอล-เซบัวประมาณ 40 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่
เทพรา-ฮอรัคตีและอมุน-ราเช่นเดียวกับวิหารแห่งเอล-เซบัว แต่ที่น่าสนใจคือ วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นและได้รับการต่อเติมจากฟาโรห์หลากหลายรัชกาล เริ่มต้นตั้งแต่ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 (Tuthmosis III) เผยให้เห็นว่า ในยุคการปกครองของนโปเลียนแห่งอียิปต์พระองค์นี้ ทรงแผ่อาณาเขตกว้างไกลมาถึงอมาดาเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 2 (Amenhotep II) ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 (Tuthmosis IV) ฟาโรห์เซติที่ 1(Sety I) ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 รวมทั้งเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 19 อีกหลายพระองค์เข้ามาต่อเติม วิหารแห่งนี้ยังเป็นโบราณสถานอีกหนึ่งแห่งที่ต้องขนย้ายเพื่อหนีน้ำท่วมเช่นกัน โดยได้รับการรื้อถอน และนำไปประกอบใหม่บนพื้นที่ที่สูงกว่าเดิม เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1964 ใช้ระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายนานถึง 11 ปีเลยทีเดียว


วิหารเอล-เดอร์ ณ ตำแหน่งใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับวิหารอมาดา ที่มาของภาพ

วิหารแห่งที่ 11 ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า เอล-เดอร์ (el-Derr) เป็นผลงานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อีกเช่นกัน วิหารแห่งนี้เป็นวิหารแบบเจาะเข้าไปในหน้าผาเช่นเดียวกับวิหารอบูซิมเบล อีกทั้งยังมีรูปร่างลักษณะ รวมถึงรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และยังบูชาเทพทาห์ รา-ฮอรัคตี อมุน-รา และตัวพระองค์เองในฐานะเทพเช่นเดียวกับมหาวิหารอบูซิมเบลอีกด้วย ถึงแม้ว่าภาพสลักในวิหารแห่งนี้จะเสียหายไปมากแล้ว แต่มันก็ยังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีให้กับนักอียิปต์วิทยา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพระนามของโอรสและธิดากว่าร้อยองค์ของรามเสสมหาราช รวมทั้งข้อมูลการเข้ามาใช้วิหารแห่งนี้เป็นโบสถ์ โดยกลุ่มคริสเตียนยุคแรกด้วย สุดท้ายวิหารแห่งนี้ก็หนีไม่พ้นภัยน้ำท่วมที่กำลังคืบคลานเข้ามา ในปี ค.ศ. 1964 มันจึงได้รับการขนย้ายออกไปตั้งใหม่ใกล้กับวิหารอมาดา ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตรทางด้านทิศตะวันออก

วิหารแห่งที่ 12 บริเวณเอล-เลสซิยา (el-Lessiya) ทางตอนใต้ของเอล-เดอร์ ประมาณ 20 กิโลเมตร
มีวิหารที่สร้างขึ้นโดยฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 เป็นเพียงแค่ห้องบูชาเล็กๆ ที่แสดงภาพของฟาโรห์และเทพเจ้า
เดดเวน (Dedwen) ของชาวนูเบียเอาไว้ หลังจากนั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2 เจ้าเก่า ได้เข้ามาต่อเติม พร้อมทำการเพิ่มรูปสลักของตัวเองและเทพอมุนเข้าไปด้วย ปัจจุบันวิหารแห่งเอล-เลสซิยาได้รับการขนย้ายออกไปตั้งใหม่ในนครตูริน ประเทศอิตาลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิหารแห่งที่ 13 ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าอนิบา (Aniba) เป็นวิหารที่คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรกลางโดยฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1 (Senusret I) เพื่อบูชาเทพฮอรัสแห่งมิอัม (Horus of Miam) หลังจากนั้นได้มีเหล่าฟาโรห์แห่งราชอาณาจักรใหม่อีกหลายพระองค์มาบูรณะต่อเติมวิหารแห่งนี้
(รวมทั้งฟาโรห์รามเสสที่ 2 ด้วย) แต่ในปัจจุบันตัววิหารได้พังทลายลงไปหมดแล้ว


ที่ตั้งของวิหารแห่งคาส์ร อิบริม ถูกกลุ่มคริสเตียนในยุคหลังเข้ามาเปลี่ยนสภาพให้เป็นโบสถ์คริสต์ ที่มาของภาพ

สุดยอดวิหารนูเบียแห่งสุดท้าย ตั้งอยู่ก่อนที่จะถึงมหาวิหารอบู ซิมเบล เพียงแค่ประมาณ 40 กิโลเมตร นั่นก็คือ วิหารแห่งคาส์ร อิบริม (Qars Ibrim) สร้างขึ้นในสมัยราชอาณาจักรใหม่ แต่วิหารแห่งนี้ยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากนักอียิปต์วิทยายังไม่ทราบว่า ฟาโรห์องค์ใดเป็นคนสร้างและสร้างขึ้นมาเพื่อถวายแด่เทพองค์ใด จากหลักฐานที่พอจะหาได้ เราทราบเพียงว่าฟาโรห์นูเบีย แห่งราชวงศ์ที่ 25 นาม ทาฮาร์คา (Taharqa) ได้เข้ามาซ่อมแซมวิหารแห่งนี้ ภายหลังถูกพวกคริสเตียนเข้ามายึดทำเป็นโบสถ์เช่นเดียวกันกับวิหารที่เอล-เดอร์

สุดท้ายสุดยอดวิหารแห่งนูเบียทั้ง 14 แห่ง ก็ต้องกระจัดกระจายออกไปอยู่ยังมุมต่างๆ ของโลกบ้าง
ถูกเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่ตั้งใหม่บ้าง ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ ถูกปล่อยให้จมน้ำบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นวิหารเหล่านี้ก็ได้แสดงให้เราเห็นว่า นอกจากงานวิศวกรรมยุคดึกดำบรรพ์ที่รังสรรค์วิหารเหล่านี้จะน่าทึ่งแล้ว
งานวิศวกรรมยุคปัจจุบันที่ช่วยในการบูรณะรักษาวิหารเอาไว้ให้กับชนรุ่นหลังก็น่าทึ่งไม่แพ้กันเลยทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://ascendingpassage.com/N-07-The-Temple-at-Gerf-Hussein.htm
Website: http://ascendingpassage.com/N-08-Dakke-el-Dakka-Temple.htm
Website: http://ascendingpassage.com/N-10-El-Sebua-Seboua-Temple.htm
Website: http://ascendingpassage.com/N-11-Hassaya-Amada-Temple.htm
Website: http://ascendingpassage.com/N-12-el-Derr-Temple-east.htm
Website: http://ascendingpassage.com/N-130-el-Lessiya-Fereyg.htm
Website: https://www.ask-aladdin.com/Egypt-Sites/Nubia-Monuments/tomb_of_aniba.htm
Website: http://www.touregypt.net/featurestories/qasribrim.htm