Oriental World

หยางหู่เฉิงปราบนาย

หยางหู่เฉิง (楊虎城) เป็นขุนพลยุคสาธารณรัฐ เกิดในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจนสมัยปลายราชวงศ์ชิง เมื่อปี 1893 บิดาและญาติผู้ใหญ่ถูกรัฐบาลราชวงศ์ชิงจับประหาร ตอนเด็กต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น มีความรู้หนังสืออย่างอัตคัด ชีวิตไม่เอื้ออำนวยให้ร่ำเรียนเหมือนลูกผู้ชายใยยุคเดียวกัน

แม้หยางหู่เฉิงจะเอาดีทางบุ๋นไม่ได้ แต่เขาฉายแววทางบู๊จนเป็นที่ลือลั่นตั้งแต่ยังเยาว์วัย

เมื่อการปฏิวัติซินไฮ่ ล้มล้างราชวงศ์ชิง ระเบิดขึ้นในปี 1911 เขาก็ร่วมกับขบวนความเคลื่อนไหวของเหล่าทหารหาญผู้รักชาติในมณฑลส่านซี เป็นการรบในระบบครั้งแรกของเขา ต่อมาเข้ารบต่อต้านการตั้งตัวเป็นใหญ่ของหยวนซื่อข่าย และการรบครั้งสำคัญหลายครั้งที่เป็นรากฐานของการสถาปนาสาธารณรัฐ จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการ และเคลื่อนไหวแถบส่านซี ในยุคที่ขุนศึกต่างๆ เริ่มตั้งตัวเป็นใหญ่กันเอง โดยไม่ฟังรัฐบาลกลาง

หยางหู่เฉิง เอง ก็ตั้งตัวเป็นขุนศึกกับเขาด้วย ทว่าเดิมทีเขาไม่ใช่ขุนศึกในระบบ เพียงแต่มีประวัติการปราบพวกชุมโจร หรือพวก "เสือ" และนักรบนอกรีตอย่างโชกโชน เมื่อมีชื่อเสียงเกรียงไกรในระดับหนึ่งจึงค่อยได้รับการยอมรับให้เป็นยอดขุนพลแห่งยุค

จนกระทั่ง เมื่อสถานการณ์ในบ้านเมืองเริ่มไม่สู้ดีนัก เพราะการรุกรานของญี่ปุ่นและการก่อตัวของกองทัพคอมมิวนิสต์ เขาได้เข้าร่วมกับรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ได้รับมอบหมายให้ทำการปราบขบถที่ภาคเหนือแถบส่านซี เสร็จแล้วก็ได้รับคำสั่งนายให้มาปราบกองทัพแดงที่นำโดยเหมาเจ๋อตง ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทัพไกล 2 หมื่นลี้มาปักหลักที่เหยียนอันในส่านซีตอนเหนือพอดี


ภาพ หยางหู่เฉิง ขี่อาชาศิลา ประดับสุสานของขุนพลฮั่วชวี่ปิ้ง วีรชนสมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้ปราบชนเผ่าซยฺงหนู สุสานนี้อยู่ที่เมืองเม่าหลิง มณฑลส่านซี อันเป็นฐานที่มั่นหลักของ หยางหู่เฉิง ที่มาของภาพ

ช่วงปี 1935 กองทัพแดงเพิ่งจะมาตั้งฐานที่มั่นที่ภาคเหนือ หลังจากฐานที่มั่นในภาคใต้ถูกตีแตก หยางหู่เฉิงได้รับคำสั่งจากเจียงไคเช็คให้ร่วมมือกับ จางเสวียเหลียง ขุนพลภาคอีสานให้ล้อมปราบกองทัพแดง ช่วงนั้นจีนตกอยู่ในห้วงสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ขณะเดียวกัน จีนยังถูกญี่ปุ่นรุกราน เริ่มกลืนตั้งแต่ภาคอีสาน เข้ามาถึงภาคเหนือ ยึดเมืองชายฝั่ง ชาวจีนนับล้านถูกข่มเหง แต่ เจียงไคเช็ค มุ่งจะปราบคอมมิวนิสต์อย่างเดียว จนทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้ญี่ปุ่นรุกรานแผ่นดิน หนำซ้ำยังทำสนธิสัญญาสันติภาพด้วยซ้ำ

พฤติกรรมของ เจียงไคเช็ค สร้างความเคียดแค้นให้กับประชาชนอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเจียงปราบฝ่ายคิดต่างอย่างเหี้ยมโหด ตอนนั้นพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มปักหลักในส่านซีได้ เห็นภัยญี่ปุ่นร้ายแรงกว่าภัยก๊กมินตั๋ง และเห็นว่าไม่ควรที่คนจีนจะมาฆ่าฟันกันเอง จึงเริ่มรณรงค์สลายความเห็นต่าง สร้างสามัคคี ต้านญี่ปุ่น เมื่อรบชนะก็ไม่ฆ่าฝ่ายก๊กมินตั๋งและปล่อยตัวไป ทำให้ซื้อใจประชาชนและทหารหาญอย่างมาก


ภาพถ่ายสีของเจียงไคเช็คผู้นำรัฐบาลจีนคณะชาติ หรือก๊กมินตั๋ง ภาพนี้เป็นของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ที่ไต้หวัน
ที่มาของภาพ


ในเวลาต่อมา หยางหู่เฉิง กับ จางเสวียเหลียง แม้นถูกส่งมาปราบกองทัพแดง แต่ก็เริ่มเอนเอียงไปในทางศัตรู ถึงขนาดร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข่าวกรอง บุคคลากร ร่วมจัดทัพต้านญี่ปุ่นอย่างเปิดเผยโดยไม่แยแส
คำสั่งจากรัฐบาลหนานจิง

เจียงไคเช็คยั๊วจัดบินจากหนานจิงหมายมาลงโทษ หยางหู่เฉิง กับ จางเสวียเหลียง ที่ซีอาน ฐานกำลังปราบทัพแดง ตอนแรกสองขุนพลพยายามเกลี้ยกล่อมนายให้เลิกปราบทัพแดงมาร่วมสู้ญี่ปุ่น ถึงขั้นหลั่งน้ำตาอ้อนวอน แต่นายไม่ฟังซ้ำยังคาดโทษปลดอาวุธกองพลของทั้ง 2 อีก ฟางเส้นสุดท้ายมาขาดผึง เมื่อประชาชนชาวซีอานลุกฮือประท้วง แต่ถูกปราบจนมีผู้เสียชีวิต ประชาชนโกรธเป็นไฟหมายจะลากตัวเจียงมาฆ่าเสียให้สมแค้น สองขุนพลพยายามเกลี้ยกล่อมประชาชน แล้วตัดสินใจกันว่าถึงเวลาแล้ว เพราะประชาชนก็ทนไม่ไหว นายก็ยอมหักไม่ยอมงอ


ภาพถ่ายของจางเสวียเหลียง ขุนพลผู้ทรงอิทธิพลความห้าวหาญในวัยหนุ่ม ถ่ายปี 2925 อายุ 35 ปี จากหนังสือพิมพ์
Millard's Review
 ที่มาของภาพ

ในวันที่ 12 ธันวาคม 1936 ทั่วโลกต้องตกตะลึงเมื่อ หยางหู่เฉิง กับ จางเสวียเหลียง ยอมหักหลังนายเพื่อชาติ ทำการยึดอำนาจจับกุมเจียงไคเช็ค บีบบังคับให้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ปราบญี่ปุ่น เจียงไม่มีทางเลือกต้องยินยอมตามเงื่อนไข หาไม่แล้วเสี่ยงที่จะตายสถานเดียว เหตุการณ์นี้ประวัติศาสตร์เรียกขานว่า "กรณีซีอาน" อันลือลั่น หลังจากนั้น ทัพแดงและทัพขาวร่วมมือกันเลิกฆ่าฟันกันชั่วคราว เพื่อหันไปกำราบญี่ปุ่นแทน กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกในปี 1945 ก็หันมาสู้รบกันเองอีก จนฝ่ายคอมมิวนิสต์มีชัยชนะเด็ดขาดในปี 1949

หยางหู่เฉิง กับ จางเสวียเหลียง ร่วมกัน "ปราบนาย" แล้วยึดอำนาจไว้ได้ แต่ไม่ต้องการเป็นใหญ่เสียเอง เพียงต้องการให้นายเห็นแก่บ้านเมือง เลิกคิดแค้นคนชาติเดียวกันหากเพียงเห็นตรงข้ามอย่างหูหนวกตาบอด หลังจากนั้น ทั้ง 2 คน แสดงความจริงใจด้วยการรับใช้รัฐบาลต่อไป จางเสวียเหลียง นั้นจริงใจมากถึงขนาดบินกลับไปหนานจิงพร้อมกับนาย เพียงแต่เจียงไคเช็คหาใช่คนจริงใจ จึงถูกนายจับกุมตัวและกักขังไว้ค่อนชีวิต


ภาพถ่ายของหยางหู่เฉิง ที่มาของภาพ 

หยางหู่เฉิง โชคร้ายกว่า เพราะถูกลอบจับกุมตัวปีใน 1946 แล้วขังไว้ในถ้ำมืดอับชื้นอย่างทรมาน เมื่อฝ่ายก๊กมินตั๋งจวนจะพ่ายแพ้ในปี 1949 มีคำสั่งให้ประหารชีวิตเขาพร้อมกับครอบครัวและทหารคนสนิทรวม
7 ชีวิตอย่างไร้ความปราณี

แต่แม้จะถูกนายชำระแค้นอย่างเหี้ยมโหด แต่ชื่อของ หยางหู่เฉิง กับ จางเสวียเหลียง ได้รับการยกย่องในฐานะวีรชนผู้เสียสละของชาติจีนอย่างสมเกียรติ ผิดกับเจียงไคเช็คที่ชื่อเสียงกระดำกระด่างเต็มที